วัน 283

ถ้อยคำที่เปลี่ยนแปลงชีวิต

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 119:1-8
พันธสัญญาใหม่ 1 เธสะโลนิกา 1:1-2:16
พันธสัญญาเดิม เยเรมีย์ 18:1-20:18

เกริ่นนำ

เอิร์ลเป็นคนมีเงินทองมากมายมหาศาล เขาไม่จำเป็นต้องทำงาน เขาเล่นยาทุกชนิด รวมทั้งเฮโรอีน เมื่ออายุสามสิบเขาก็จบลงด้วยการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

มีคนแวะมามาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล และให้พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กับเขา เอิร์ลตื่นเต้นมาก เค้าเห็นกระดาษนั้นบางมากและเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้มวนกัญชา เขาฉีกแล้วใช้มวนไปเรื่อย ๆ จากมัทธิว มาระโก และลูกา เมื่อมาถึงพระกิตติคุณยอห์น เขาก็เริ่มอ่าน ผลของการอ่านถ้อยคำในพระกิตติคุณยอห์นทำให้เขาได้พบกับพระเยซู เขาจึงเต็มล้นไปด้วยสันติสุข

จิตแพทย์เจ้าของไข้ของเขา เป็นสาวสวยอายุน้อยที่เคยเป็นนางแบบมาก่อน วันหนึ่งเธอพูดกับเอิร์ลว่า ‘นี่แน่ะ ฉันมีทุกอย่างเลย ความสำเร็จ ความงาม และคุณสมบัติอีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่ฉันก็ยังไม่อิ่มใจ ชีวิตคุณน่ะยุ่งเหยิงมากเลย แต่คุณดูเหมือนมีบางอย่าง คุณดูมีสันติสุข และความชื่นบาน สิ่งนั้นคืออะไรเหรอคะ?’

เมื่อเขานำเธอมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ภายหลังพวกเขาก็แต่งงานกัน เอิร์ลและภรรยา ทอมมี่ เป็นเพื่อนที่ดีของเราที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมในเมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปสุดขั้วโดยพระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 119:1-8

ธรรมบัญญัติของพระเจ้านั้นดีเลิศ

א (อาเลฟ)
1บรรดาผู้ที่ดีพร้อมในทางของตนก็เป็นสุข
 คือผู้ที่ดำเนินตามธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์
2บรรดาผู้ที่รักษาพระโอวาทของพระองค์ก็เป็นสุข
 พวกเขาแสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ
3พวกเขาไม่ทำผิด
 แต่เดินตามพระมรรคาของพระองค์
4พระองค์เองทรงออกข้อบังคับ
 เพื่อให้พวกข้าพระองค์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
5โอ ขอให้ทางทั้งหลายของข้าพระองค์มั่นคง
 ในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์
6แล้วข้าพระองค์จะไม่อับอาย
 เมื่อจดจ่ออยู่ที่พระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์
7ข้าพระองค์จะยกย่องพระองค์ด้วยใจเที่ยงตรง
 เมื่อข้าพระองค์เรียนรู้กฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์
8ข้าพระองค์จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์
 ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียอย่างสิ้นเชิง

อรรถาธิบาย

ถ้อยคำแห่งการอวยพร

หากคุณอยากได้ชีวิตที่ ‘เต็มไปด้วยพระพร’ คือพรอย่างหนึ่งโดยปราศจากความเสียใจใด ๆ ในภายหลัง – เมื่อนั้นคุณจำเป็นต้องมีถ้อยคำของพระเจ้า นี่เป็นสดุดีบทที่ยาวที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพรของการปรับเปลี่ยนการกระทำและคำพูดของคุณให้สอดคล้องกับถ้อยคำของพระเจ้า

‘เจ้าได้รับพระพรเมื่อเจ้าดำเนินไปตามทาง เดินไปอย่างมั่นคงบนถนนที่พระเจ้าทรงเปิดเผย เจ้าได้รับพระพรเมื่อเจ้าติดตามทางของพระองค์ จงแสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ’ (ข้อ 1–2, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

พระเจ้าทรงรักคุณและอยากอวยพรคุณ ผ่านทางถ้อยคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์ คุณสามารถค้นพบพระพรแห่งชีวิตได้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ด้วยการแสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ (ข้อ 2) เดิน​ตาม​บรรดา​พระ​มรรคา​ของพระองค์ (ข้อ 3) เรียนรู้​กฎหมาย​อัน​ชอบธรรม​ของพระองค์ (ข้อ 7) และคุณจะไม่ต้องอับอายเลย (ข้อ 6)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระวจนะของพระองค์นำพระพรเช่นนั้นมาสู่ชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ ‘อ่าน ทำเครื่องหมาย เรียนรู้ และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้’ ในพระวจนะนั้น

พันธสัญญาใหม่

1 เธสะโลนิกา 1:1-2:16

การทักทาย

 1เปาโล สิลวานัส และทิโมธี
 เรียน คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกา ในพระเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า
 ขอให้พระคุณและสันติสุขดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด

ความเชื่อและตัวอย่างของชาวเธสะโลนิกา

 2เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพวกท่านทุกคนตลอดเวลา และเมื่ออธิษฐานก็เอ่ยถึงท่านเสมอ 3ต่อพระพักตร์พระเจ้าพระบิดาของเรา คือรำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ ถึงความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และถึงความทรหดอดทนซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา 4พี่น้องทั้งหลาย ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า เราทราบแน่ว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกสรรท่านทั้งหลายไว้แล้ว 5และข่าวประเสริฐของเราที่มาถึงท่านไม่ได้มาด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์เดช ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า เราเป็นคนอย่างไรในหมู่พวกท่านเพราะเห็นแก่ท่าน 6และท่านก็ทำตามอย่างของเรา และขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่ท่านได้รับคำสอนนั้นด้วยความยากลำบากมาก แต่ท่านยังมีความชื่นชมยินดีซึ่งเกิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ 7เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อแล้ว ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา 8เพราะว่าคำสอนเรื่ององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากพวกท่าน ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้เลื่องลือไปทุกแห่งหน จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก 9เพราะคนเหล่านั้นร่ำลือกันว่าพวกท่านให้การต้อนรับเราดีขนาดไหน และกล่าวถึงการที่ท่านได้ละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้า เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และเที่ยงแท้ 10และรอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์ ซึ่งพระองค์ทรงให้เป็นขึ้นจากตาย คือพระเยซูผู้ทรงช่วยเราให้พ้นจากพระพิโรธที่จะมีมาภายหน้านั้น

1 เธสะโลนิกา 2

พันธกิจของเปาโลในเธสะโลนิกา

 1พี่น้องทั้งหลาย ท่านเองก็ทราบว่าการที่เรามาเยี่ยมท่านนั้นไม่ไร้ประโยชน์เลย 2ถึงแม้ว่าเราต้องทนการยากลำบาก และได้รับการอัปยศต่างๆ มาแล้วที่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านก็ทราบอยู่ เราก็ยังมีใจกล้าในพระเจ้าของเราที่ได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่พวกท่าน ทั้งๆ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย 3เพราะว่าคำเตือนสติของเราไม่ได้เกิดมาจากความคิดผิด หรือเจตนาไม่บริสุทธิ์หรืออุบายใดๆ 4แต่ว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบที่จะมอบข่าวประเสริฐไว้กับเรา เราจึงประกาศไป ไม่ใช่เพื่อให้เป็นที่พอใจของมนุษย์ แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ผู้ทรงชันสูตรใจเรา 5ท่านก็รู้อยู่และพระเจ้าทรงเป็นพยานฝ่ายเราว่าเราไม่ได้ใช้คำยกยอใดๆ หรือคำพูดเคลือบคลุมเพื่อความโลภ 6หรือแสวงหาศักดิ์ศรีจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจากท่านหรือจากคนอื่น 7เราในฐานะอัครทูตของพระคริสต์จะเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ก็ได้ แต่เราอยู่ในหมู่พวกท่านด้วยความสุภาพอ่อนโยนด้วยความสุภาพอ่อนโยน สำเนาโบราณหลายฉบับว่า เหมือนทารก เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน 8เมื่อเรารักท่านอย่างนี้แล้ว เราก็มีใจพร้อมที่จะเผื่อแผ่เจือจาน ไม่ใช่แต่เพียงข่าวประเสริฐของพระเจ้าเท่านั้น แต่อุทิศตัวเราให้แก่ท่านด้วย เพราะท่านทั้งหลายเป็นที่รักยิ่งของเรา
 9พี่น้องทั้งหลาย ท่านคงจำได้ถึงการทำงานอันเหน็ดเหนื่อย และความยากลำบากของเรา เมื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้ท่านฟัง เราทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อจะไม่เป็นภาระแก่ใครในพวกท่าน 10ท่านเป็นพยานฝ่ายเรา และพระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วยว่าเราได้ประพฤติตัวบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม และปราศจากข้อตำหนิในหมู่พวกท่านที่เชื่อ 11ดังที่ท่านรู้แล้วว่า การวางตัวของเราก็เหมือนบิดาทำต่อบุตร 12คือเตือนสติ หนุนใจและกำชับให้ท่านดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมต่อพระเจ้า ผู้ทรงเรียกท่านให้เข้ามาในแผ่นดินและในพระสิริของพระองค์ 13เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์ แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านที่เชื่อ 14พี่น้องทั้งหลาย ท่านปฏิบัติตามอย่างคริสตจักรที่อยู่ในแคว้นยูเดีย ซึ่งเป็นของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ เพราะว่าท่านได้รับความลำบากจากพวกพ้องของตน เหมือนที่คนเหล่านั้นได้รับจากชาวยิวด้วยกัน 15พวกยิวได้ปลงพระชนม์พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ประหารชีวิตพวกผู้เผยพระวจนะ และได้ขับไล่เราออกไป พวกเขาขัดพระทัยพระเจ้า และเป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ทุกคน 16โดยขัดขวางไม่ให้เราประกาศแก่คนต่างชาติเพื่อให้ได้รับความรอด การทำเช่นนี้ส่งผลให้บาปของพวกเขาเต็มเปี่ยม แต่ในที่สุดพระพิโรธของพระเจ้าก็ตกอยู่เหนือพวกเขา

อรรถาธิบาย

ถ้อยคำแห่งฤทธิ์เดช

ไม่มีคริสตจักรใดสมบูรณ์แบบ หากคุณพบคริสตจักรที่สมบูรณ์แบบ อย่าไปเข้าร่วมกับเขา เพราะทันทีที่คุณหรือผมไปร่วมในคริสตจักรนั้น มันก็จะเริ่มไม่สมบูรณ์แบบ! แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ถือว่าเป็นคริสตจักร ต้นแบบ หรือคริสตจักรซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคริสตจักรอื่น ๆ ผู้คนจะเดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อเรียนรู้จากคริสตจักรประเภทนี้

คริสตจักรในเมืองเธสะโลนิกาเป็นคริสตจักรต้นแบบ (1:7): ‘บรรดาผู้เชื่อแหงนมองมาที่ท่าน...จากทุกหนทุกแห่ง’ (ข้อ 7–8, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) นี่เป็นคริสตจักรที่เต็มไปด้วยความเชื่อ ความรัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหวัง: ‘พวกเขาอัศจรรย์ใจที่พวกท่านรอคอยด้วยความคาดหวังต่อการเสด็จมาของ… พระเยซู​ ​ผู้​ทรง​ช่วย​ให้​เรา​พ้น​จาก​พระ​อาชญา​อันแน่นอน’ (ข้อ 10, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) พระเจ้าทรงรักคริสตจักรนี้ (ข้อ 4) เป็นคริสตจักรที่เจอความยากลำบาก (ข้อ 6) ประกาศถ้อยคำของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ พระ​วจนะ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ได้​เลื่อง​ลือ​ออกไป​จาก​เธ​สะโล​นิ​กา ไม่ใช่​แต่​ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้นแต่ทุกแห่งหน (ข้อ 8)

นี่ควรเป็นเป้าหมายของเรา และคำอธิษฐานของเรา เพื่อจะเป็นคริสตจักรที่คู่ควรให้เอาอย่าง ที่ซึ่งพระกิตติคุณเลื่องลือออกไป ไม่เพียงเฉพาะในละแวกใกล้เคียง แต่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เป้าหมายคือไม่ใช่การสร้างอาณาจักรด้วยตัวตึกอาคาร แต่เป็นการที่พระกิตติคุณเลื่องลือออกไป เปาโลไม่ได้ยกย่องเมืองเธสะโลนิกาด้วยขนาดของคริสตจักรของพวกเขา (เราไม่ทราบว่ามีขนาดใหญ่เพียงใด) แต่ท่านกลับยกย่องพวกเขาว่า ‘พวกท่านเลืองลือ!’ (ข้อ 8, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ข่าวประเสริฐที่มาถึงคือ ‘ไม่ได้มาด้วย​ถ้อยคำ​เท่านั้น แต่​ด้วย​ฤทธิ์​เดช ​ด้วยพระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ และ​ด้วย​ความ​มั่นใจ​อัน​เต็ม​เปี่ยม’ (ข้อ 5):

  • ถ้อยคำ
    นี่เป็นเวลาที่จะต้องพูด การแค่ดำเนินชีวิตคริสเตียนนั้นไม่เพียงพอ เราต้องบอกคนอื่นถึงเรื่องพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ

  • ฤทธิ์เดช
    ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ; คุณยังต้องการฤทธิ์เดช ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ตรัสผ่านคุณ; พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานอย่างเต็มเปี่ยมภายในจิตใจของผู้ที่ได้ยิน

  • การดำเนินชีวิต
    เปาโลกล่าวต่อไปว่า ‘ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้อยู่​แล้ว​ว่า เรา เป็น​คน​อย่างไร​ ใน​หมู่​พวก​ท่าน​เพราะ​เห็น​แก่​ท่าน​’ (ข้อ 5) แม้แต่ถ้อยคำอันทรงพลังก็ไม่อาจส่งผลกระทบที่ยาวนาน เว้นแต่ว่าชีวิตของคุณได้สอดคล้องกับถ้อยคำนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นชีวิตหรือคำพูด แต่เป็นชีวิตและคำพูด

คุณเองก็เหมือนอัครสาวกเปาโล ที่ได้เคย ‘มอบข่าวประเสริฐไว้กับเรา’ (2:4) นี่เป็นอภิสิทธิ์อันยิ่งใหญ่ จงประกาศถ้อยคำของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ‘ไม่ใช่เพื่อให้เป็นที่พอใจของฝูงชน – แต่ให้พระเจ้าทรงพอพระทัยเท่านั้น’ (ข้อ 4, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) อย่าใช้ถ้อยคำในทางที่ผิด: ‘เราไม่เคยใช้ถ้อยคำเพื่อเอาใจท่าน… และพระเจ้าทรงทราบว่า เราไม่เคยใช้ถ้อยคำเพื่ออำพรางการหาประโยชน์จากท่าน’ (ข้อ 4–5, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

งานแห่งการประกาศพระกิตติคุณนั้นเป็นอภิสิทธิ์อันน่าทึ่งพอ ๆ กับที่เป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงวางใจมอบหมายงานไว้ให้แก่เรา ที่สุดแล้ว คุณมีภาระรับผิดชอบต่อพระองค์ และต่อพระองค์เท่านั้น อย่ากังวลแต่แรกว่าการประกาศพระกิตติคุณจะทำให้คนอื่นพอใจหรือไม่ เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ แต่จงสนใจว่า เป็นที่พอพระเจ้าหรือไม่ (ข้อ 6)

เปาโลไม่ได้แค่โยนถ้อยคำไปที่เมืองเธสะโลนิกา ท่าน ‘ไม่ได้อุปการะ ไม่ได้วางตัวเหนือกว่า’ (ข้อ 7, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) ท่านรักพวกเขาเหมือนกับเป็นพ่อเป็นแม่ – ห่วงใยพวกเขา และแบ่งปันทั้งชีวิตของท่านกับพวกเขา (ข้อ 7–8) และทำตนเป็นแบบอย่างให้แก่พวกเขา และหนุนใจพวกเขาให้ดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมเพื่อพระเจ้า (ข้อ 12): ‘เหมือนบิดากระทำต่อบุตร จูงมือท่าน กระซิบถ้อยคำหนุนใจ แสดงให้เห็นไปทีละขั้นละตอนถึงวิธีการดำเนินชีวิตต่อพระพักตร์พระเจ้า’ (ข้อ 12, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

การพูดถ้อยคำของพระเจ้าไม่ได้ง่ายเสมอไป เปาโลเขียนว่า ‘พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ท่าน​คง​จำ​ได้​ถึง​การ​ทำงาน​อัน​เหน็ด​เหนื่อย และ​ความ​ยาก​ลำบาก​ของ​เรา เมื่อประกาศข่าว​ประเสริฐ​ของ​พระ​เจ้าให้​ท่าน​ฟัง เรา​ทำงาน​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน เพื่อ​จะ​ไม่​เป็น​ภาระ​แก่​ใครใน​พวก​ท่าน’ (ข้อ 9)

  • ‘ตรากตรำ’
    การเทศนาข่าวประเสริฐเกี่ยวข้องกับการทำงานหนัก; ‘ทำงานตัวเป็นเกลียว’ (ข้อ 9, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) งานบางอย่างอาจดูน่าเบื่อ ผมคิดว่าทีม ‘เอ’ ที่น่าทึ่งของเราในอัลฟ่า ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ห้าโมงเย็นไปจนถึงห้าทุ่ม ทั้งทำอาหาร เก็บกวาด เสิร์ฟอาหาร และขัดกระทะ

  • ‘ความยากลำบาก’
    ‘การฟื้นฟู’ เป็นสิ่งที่ต้องจ่ายราคา มีการดูหมิ่น การต่อต้านอย่างหนัก และความยากลำบาก (ข้อ 2) และการเป็นปฏิปักษ์ (ข้อ 15) แต่ก็มีความเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง ‘โดย​ที่​ท่าน​ได้รับ​ถ้อยคำ​นั้น​ด้วยความยากลำบากเป็น​อัน​มาก แต่​ท่าน​ยังเปรมปรีดิ์โดย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ’ (1:6) ความยากลำบากและความเปรมปรีดิ์มาด้วยกันเสมอในพันธสัญญาใหม่ อย่าคาดหวังว่าจะเจออันหนึ่งแล้วไม่เจออีกอันหนึ่ง คนมากมายทั่วโลกกำลังทุกข์ยากอย่างมากต่อความยากลำบากในการประกาศข่าวประเสริฐของพวกเขา

  • ‘ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน’
    ไม่เพียงแต่ความเข้มข้นของการทำงาน ยังมีงานจำนวนมากที่ต้องทำอีกด้วย ในกรณีของเปาโล เหมือนกับคริสเตียนส่วนมากในทุกวันนี้ ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้ประกาศเต็มเวลา ท่านยังทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน ท่านเทศนาในเวลากลางวัน และทำงานหาเลี้ยงชีพในเวลากลางคืน

ชาวเมืองเธสะโลนิการะลึกถึงถ้อยคำของข่าวประเสริฐที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำของมนุษย์ แต่ เป็นพระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า (2:13) พวกเขาได้รับผลกระทบถึงขั้นเปลี่ยนชีวิต ดังนั้นชาวเธสะโลนิกาจึงเต็มใจที่จะส่งข่าวสารต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะเผชิญกับความยากลำบากและการเป็นปรปักษ์รอบด้าน

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ขอประทานความเข้มแข็ง กำลัง และความกระตือรือล้น แก่ข้าพระองค์ที่จะบอกผู้คนถึงข่าวดีเรื่องพระเยซูต่อไป

พันธสัญญาเดิม

เยเรมีย์ 18:1-20:18

ช่างหม้อและดินเหนียว

 1พระวจนะซึ่งมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ว่า 2“จงลุกขึ้น ไปที่บ้านของช่างหม้อ เราจะให้เจ้าได้ยินถ้อยคำของเราที่นั่น” 3ข้าพเจ้าจึงลงไปที่บ้านของช่างหม้อ และเขากำลังทำงานอยู่ที่แป้นหมุน 4และภาชนะดินซึ่งกำลังทำนั้นเสียอยู่ในมือของช่างหม้อ เขาจึงปั้นใหม่ให้เป็นภาชนะอีกลูกหนึ่งตามที่เขาเห็นว่าควรทำ
 5แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าว่า 6“พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะทำแก่เจ้าอย่างที่ช่างปั้นหม้อนี้ทำไม่ได้หรือ? พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ นี่แน่ะ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างปั้นหม้อ 7ถ้าเวลาใดก็ตามเราประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะถอนและพังและทำลายมันเสีย 8แต่ถ้าประชาชาตินั้น ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้ หันเสียจากความชั่วของตน เราก็จะกลับใจจากโทษ ซึ่งเราได้ตั้งใจจะทำแก่ชาตินั้นเสีย 9และถ้าเวลาใดก็ตาม เราได้ประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะสร้างขึ้นและปลูกฝังไว้ 10และชาตินั้นได้ทำชั่วในสายตาของเรา ไม่ฟังเสียงของเรา เราก็จะกลับใจจากความดีซึ่งเราตั้งใจจะทำกับชาตินั้นเสีย 11เพราะฉะนั้น ตอนนี้จงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวเมืองเยรูซาเล็มว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เรากำลังก่อสิ่งร้ายไว้สู้เจ้า และคิดแผนงานอย่างหนึ่งไว้สู้เจ้า ทุกคนจงกลับเสียจากทางชั่วของตน จงซ่อมทางและการกระทำของเจ้าทั้งหลาย’

การดื้อดึงถือรูปเคารพของอิสราเอล

12“แต่เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘เหลวไหล เราจะดำเนินตามแผนงานของเราเอง และต่างจะทำตามคว ามดื้อดึงแห่งจิตใจชั่วของตน’
13“เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จึงตรัสดังนี้ว่า
 จงไปเที่ยวถามดูท่ามกลางประชาชาติว่า
ใครเคยได้ยินเหมือนอย่างนี้บ้าง?
 อิสราเอลพรหมจารีนั้น
 ได้ทำสิ่งที่น่าหวาดเสียวยิ่งนัก
14หิมะแห่งเลบานอนจะหายไปจาก
 เนินผาหินของสีรีออนนั้นหรือ?
บรรดาน้ำเย็นที่ไหลมาจากต่างถิ่น
 จะแห้งไปหรือ?
15แต่ประชากรของเราได้ลืมเราเสีย
 เขาทั้งหลายเผาเครื่องหอมบูชาพระเท็จ
เขาได้สะดุดในหนทางของเขา
 ในถนนโบราณ
และเข้าไปตามซอกซอย
 ไม่ไปตามถนนหลวง
16ได้ทำให้แผ่นดินของพวกเขาเป็นที่ร้างเปล่า
 เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ยอยู่เป็นนิตย์
ทุกคนที่ผ่านไปก็หวาดหวั่น
 และสั่นศีรษะของเขา 17เราจะกระจายเขาออกไปอย่างลมตะวันออก
 ต่อหน้าศัตรู
เราจะหันหลังให้เขาแทนที่จะหันหน้าให้
 ในวันแห่งภัยพิบัติของเขานั้น”

แผนปองร้ายเยเรมีย์

18แล้วเขากล่าวว่า “มาเถิด ให้เราคิดแผนปองร้ายเยเรมีย์ เพราะว่าธรรมบัญญัติย่อมไม่สูญหายไปจากปุโรหิต หรือคำปรึกษาจากนักปราชญ์ หรือถ้อยคำจากผู้เผยพระวจนะ มาเถิด ให้เราโจมตีเขาด้วยลิ้น และอย่าให้เราฟังคำของเขาเลย”
19ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์
 และขอทรงฟังเสียงปรปักษ์ของข้าพระองค์เถิด
20ความชั่วเป็นสิ่งตอบแทนความดีหรือ?
 แต่พวกเขาได้ขุดหลุมไว้หมายเอาชีวิตของข้าพระองค์
ขอทรงระลึกว่าข้าพระองค์ยืนเฝ้าพระองค์
 ทูลขอสิ่งดีเพื่อเขา
 เพื่อจะหันพระพิโรธของพระองค์ไปเสียจากเขา
21ดังนั้น ขอทรงมอบบุตรหลานของเขาให้แก่การกันดารอาหาร
 มอบพวกเขาให้แก่อำนาจของดาบ
ให้ภรรยาของพวกเขาสูญเสียบุตรและเป็นม่าย
 ขอให้ผู้ชายของเขาตายด้วยโรคระบาด
 ให้คนหนุ่มของเขาล้มตายด้วยดาบในสงคราม
22ขอให้ได้ยินเสียงร้องมาจากเรือนของพวกเขา
 เมื่อพระองค์ทรงนำผู้บุกรุกมาปล้นเขาอย่างฉับพลัน
เพราะเขาได้ขุดหลุมไว้ดักข้าพระองค์
 และวางบ่วงดักเท้าของข้าพระองค์
23แม้กระนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงทราบ
 การปองร้ายทั้งสิ้นของเขาที่จะฆ่าข้าพระองค์เสีย
ขออย่าทรงลบมลทินความผิดบาปของเขา
 หรือลบบาปของเขาเสียจากพระพักตร์พระองค์ ขอให้เขาถูกคว่ำลงเฉพาะพระพักตร์พระองค์
 ขอทรงจัดการเขาทั้งหลายในเวลาแห่งความกริ้วของพระองค์

เยเรมีย์ 19

เหยือกดินที่แตก

 1พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงไปซื้อเหยือกดินของช่างหม้อมาลูกหนึ่ง แล้วพาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคน 2ไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ตรงทางเข้าประตูกองเศษหม้อ และที่นั่นจงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้ 3เจ้าจงว่า ‘ขอทรงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ข้าแต่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาถึงสถานที่นี้ อย่างที่หูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป 4เพราะว่าพวกเขาได้ละทิ้งเรา และได้ทำให้สถานที่นี้เป็นมลทิน ด้วยการเผาเครื่องหอมในที่นี้เพื่อบูชาแก่พระอื่นๆ ซึ่งตัวเขาเอง หรือบรรพบุรุษของเขา หรือบรรดาพระราชาของยูดาห์ไม่รู้จัก และเพราะเขาได้ทำให้สถานที่นี้เต็มด้วยโลหิตของผู้ไร้ความผิด 5และได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับพระบาอัล เพื่อจะเผาบุตรชายของเขาเสียในไฟ เป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระบาอัล ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา 6ฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสว่า นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง เมื่อสถานที่นี้จะไม่มีใครเรียกชื่อว่าโทเฟท หรือหุบเขาเบนฮินโนมอีก แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า 7และในสถานที่นี้ เราจะทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป และจะทำให้เขาทั้งสองล้มลงด้วยดาบ ต่อหน้าศัตรูของพวกเขา และด้วยมือของบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา เราจะให้ศพของพวกเขาเป็นอาหารของนกในอากาศ และสัตว์บนแผ่นดินโลก 8และเราจะทำให้เมืองนี้เป็นที่น่าหวาดหวั่น เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ย ทุกคนที่ผ่านไปจะหวาดหวั่น และจะเยาะเย้ยความหายนะทั้งสิ้นของเขา 9และเราจะทำให้พวกเขากินเนื้อของบุตรชาย และบุตรหญิงของตน และทุกคนจะกินเนื้อของเพื่อนของตน ในการที่ถูกล้อมและทุกข์ใจ คือที่ซึ่งศัตรูของเขาและผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา ได้ข่มใจเขาทั้งหลาย’
 10“แล้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกต่อหน้าต่อตาคนที่ไปกับเจ้านั้น 11และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราจะให้ชนชาตินี้และชาวเมืองนี้แตก เช่นเดียวกับที่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตกจนซ่อมแซมไม่ได้อีก เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ให้ฝังอีก 12พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะทำดังนี้แก่ที่นี้ และแก่ชาวเมืองนี้ ทำเมืองนี้ให้เหมือนโทเฟท 13บรรดาบ้านแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษัตริย์ยูดาห์ คือบรรดาบ้านที่บนหลังคานั้น เขาเผาเครื่องหอมให้แก่บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท’ ”
 14แล้วเยเรมีย์ก็มาจากโทเฟท ที่ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ท่านไปเผยพระวจนะนั้น และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า 15“พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า ‘นี่แน่ะ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้ให้ตกอยู่บนเมืองนี้และบรรดาเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา’ ”

เยเรมีย์ 20

ปาชเฮอร์ข่มเหงเยเรมีย์

 1ปาชเฮอร์ปุโรหิตบุตรของอิมเมอร์ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ได้ยินเยเรมีย์เผยพระวจนะถึงสิ่งเหล่านี้ 2ปาชเฮอร์ก็ตีเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะและจับท่านใส่ขื่อคา ซึ่งอยู่ด้านบนของประตูเบนยามิน ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ 3พอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากขื่อคา เยเรมีย์พูดกับท่านว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเรียกชื่อของท่านว่าปาชเฮอร์ แต่ทรงเรียกว่า มาโกร์มิสสาบิบ 4เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะทำให้เจ้าเป็นความหวาดกลัวต่อตัวเจ้าเอง และต่อมิตรสหายทั้งสิ้นของเจ้า พวกเขาจะล้มลงด้วยดาบของศัตรูของเขาขณะที่เจ้ามองดูอยู่ และเราจะมอบยูดาห์ทั้งสิ้นไว้ในมือของกษัตริย์บาบิโลน เขาจะกวาดเอาไปเป็นเชลยยังบาบิโลน และจะฆ่าเสียด้วยดาบ 5ยิ่งกว่านั้นอีกเราจะยกความมั่งคั่งของเมืองนี้ คือผลผลิตทั้งสิ้นและของมีค่าทั้งสิ้นของเมืองนี้ และทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของบรรดากษัตริย์ของยูดาห์ไว้ในมือของศัตรูของเขาทั้งหลาย ผู้ซึ่งจะปล้นและฉุดคร่าและกวาดต้อนพวกเขาไปบาบิโลน 6ส่วนตัวท่านปาชเฮอร์และบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิโลน และท่านจะตายและถูกฝังไว้ที่นั่น ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้เผยบรรดาความเท็จแก่เขา”

เยเรมีย์ประณามผู้ข่มเหงท่าน

7ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์
 และข้าพระองค์ก็ถูกหลอกลวง
พระองค์ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์
 และพระองค์ทรงชนะ
ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ
 ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์
8เพราะเมื่อข้าพระองค์พูด ข้าพระองค์ร้องให้ช่วย
 ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการทำลาย”
เพราะว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์ทำให้ข้าพระองค์
 ถูกตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน
9ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์
 หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก”
ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้
 อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์
และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องเก็บมันไว้
 และข้าพระองค์ก็เก็บไว้ไม่ไหว
10ข้าพระองค์ได้ยินเสียงซุบซิบเป็นอันมาก
 “ความสยดสยองอยู่รอบด้าน ใส่ความเขา ให้เราใส่ความเขา”
มิตรสหายที่คุ้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์
 เฝ้าดูความล่มจมของข้าพระองค์กล่าวว่า
“บางทีเขาอาจจะถูกหลอกลวง
 แล้วเราจะชนะเขา
 และทำการแก้แค้นเขาได้”
11แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม
 เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด
พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า
 เขาจะอับอายอย่างยิ่ง
เพราะเขาทำไม่สำเร็จ  ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น
 จะไม่มีวันถูกลืม
12ข้าแต่พระยาห์เวห์จอมทัพผู้ทรงทดลองคนชอบธรรม
 ผู้ทอดพระเนตรทั้งใจและจิต
ขอให้ข้าพระองค์ได้เห็นการแก้แค้นของพระองค์เหนือเขาทั้งหลาย
 เพราะข้าพระองค์ได้ทูลเสนอคดีของข้าพระองค์แล้ว
13จงร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์
 จงสรรเสริญพระยาห์เวห์
เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยกู้ชีวิตผู้ขัดสน
 ให้พ้นจากมือของผู้ทำความชั่วร้าย
14ขอให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกแช่งสาป
 อย่าให้วันที่มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร
15ขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาป คือ
 คนที่นำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า
“บุตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว”
 ซึ่งทำให้บิดามีความยินดีมาก
16ขอให้ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมือง
 ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงคว่ำเสียและไม่ได้กลับพระทัย
ขอให้เขาได้ยินเสียงร้องในเวลาเช้า
 และให้ได้ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง
17เพราะพระองค์ไม่ได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์
 ให้มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า
 และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่เป็นนิตย์
18ทำไมข้าพเจ้าจึงออกจากครรภ์
 มาเห็นความลำบากและความทุกข์
 และวันคืนของข้าพเจ้าก็หมดสิ้นไปในความอับอาย?

อรรถาธิบาย

ถ้อยคำแห่งไฟ

การดูหมิ่น การต่อต้าน การเป็นปรปักษ์ และการเยาะเย้ย เป็นสิ่งที่พวกเราในฝั่งตะวันตกพบเห็นตามสื่อ ในโลกออนไลน์ หรือแม้แต่การโจมตีส่วนตัว เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการข่มเหงที่เปาโล ชาวเมืองเธสะโลนิกา เยเรมีย์ และคนมากมายทั่วโลกต้องเจอในทุกวันนี้

เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะที่แท้จริง เขาฟังถ้อยคำของพระเจ้า: ‘พระ​วจนะ​ซึ่ง​มา​จาก​พระ​เจ้า​ถึงเยเร​มีย์​ว่า’ (18:1) ‘แล้ว​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​มายัง​ข้าพเจ้า​ว่า​’ (ข้อ 5) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ผ่านทางภาพนิมิตของช่างปั้นหม้อ และหม้อของเขา ภาพอันทรงพลังนี้ถูกหยิบยกมาและใช้โดยอาจารย์เปาโล (โรม 9:21) คุณเป็นดินเหนียวฝ่ายวิญญาณในพระหัตถ์ของพระเจ้า ผู้ทรงปั้นแต่งคุณเพื่อพระประสงค์ที่พระองค์ทรงมีในชีวิตคุณ

การได้ยินถ้อยคำของพระเจ้า เยเรมีย์พูดมันออกมา: พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า’ (เยเรมีย์ 19:1) ท่านประกาศถ้อยคำซึ่งพระเจ้าตรัสกับท่าน ท่านพูดว่า ‘พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า… พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า!’ (ข้อ 3, 15ก)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ฟัง (ข้อ 15ข) เยเรมีย์ถูกโบยตี และใส่ขื่อคา (20:2) ถูกหัวเราะเยาะ และถูกเยาะเย้ย (ข้อ 7) ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับท่าน บางครั้งก็ถูกล่อลวงใจให้ล้มเลิกการกล่าวถ้อยคำของพระเจ้า เพราะว่าเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเหลือเกิน อย่างไรก็ตามเยเรมีย์สรุปว่า:

‘ถ้อยคำนั้นเหมือนไฟไหม้อยู่ในใจของข้าพระองค์ ไหม้อยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็​อ่อน​เปลี้ย​ที่​ต้อง​ยั้ง​มัน​ไว้ และข้าพระองค์ก็ยั้งไว้​ไม่​ไหวแล้ว!’ (ข้อ 9, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ไฟแห่งถ้อยคำของพระเจ้าเผาไหม้อย่างแรงกล้าอยู่ภายในเยเรมีย์ จนต้องพูดมันออกมา เมื่อคุณทำตามตัวอย่างอันกล้าหาญของเยเรมีย์ คุณสามารถพูดเหมือนกับท่านได้ว่า ‘แต่​พระ​เจ้า​ทรง​อยู่​กับข้าพเจ้า ดัง​นักรบ​ที่​น่า​เกรงขาม’ (ข้อ 11ก)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้ฟังพระองค์อย่างระมัดระวัง และไม่ผลัดผ่อนไปด้วยการต่อต้าน การดูหมิ่น การเป็นปรปักษ์ หรือการเยาะเย้ย ขอบพระคุณที่ถ้อยคำของพระองค์อยู่ในจิตใจของข้าพระองค์เหมือนกับไฟ ที่ข้าพระองค์ไม่สามารถหยุดยั้งไว้ได้ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พูดข่าวประเสริฐด้วยความรัก และฤทธิ์เดชของพระองค์

เพิ่มเติมโดยพิพพา

1 เธสะโลนิกา 2:12

หากเราเป็นพ่อแม่ เราจำเป็นต้อง ‘หนุนใจ ปลอบใจ และเร้าใจ’ ลูก ๆ ของเรา ในขณะเดียวกัน คริสตจักรเป็นครอบครัว และเราจำเป็นต้องทำสิ่งเดียวกันนี้ซึ่งกันและกัน

ใครที่ฉันจะสามารถหนุนใจในวันนี้ให้ ‘ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าเพื่อพระเจ้า’?

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม