วัน 307

การตัดสินใจกำหนดเส้นทางแห่งชีวิต

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 119:145-152
พันธสัญญาใหม่ ฮีบรู 4:1-13
พันธสัญญาเดิม โยเอล 2:18-3:21

เกริ่นนำ

ทุก ๆ วันเราจะมีเรื่องให้ตัดสินใจว่าจะใส่เสื้อผ้าอะไร รับประทานอะไร หรือจะทำอะไร มีทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ บางทีการตัดสินใจครั้งใหญ่ของบางคนอาจเป็นเรื่องความสัมพันธ์ การแต่งงาน (แต่งหรือไม่แต่ง จะแต่งกับใคร) และการตัดสินใจเรื่องงาน

แต่การตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อาจจะไม่สำคัญไปเลยเมื่อเทียบกับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือการตัดสินใจต่อตอบสนองพระเจ้า เบอร์นาร์ด เลวิน เป็นคนที่อาจจะเป็นนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารไทม์ส (Time) ช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เขาบรรยายประสบการณ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเชื่อคริสเตียนว่า ‘คนแบบผมคือคนเดินวนขอบสระว่ายน้ำ ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกกลัวที่จะกระโดด…’

ตลอดทั้งพระคัมภีร์ ความสำคัญของการตัดสินใจที่กำหนดเส้นทางแห่งชีวิตนั้นเป็นเรื่องเครียด เราสามารถเห็นได้จากข้อพระคัมภีร์ในวันนี้ มีการแยกให้เห็นระหว่างคนที่อยู่ไกลและคนที่อยู่ใกล้ (สดุดี 119) มีการแยกระหว่างเส้นทางของคนที่อยู่ใกล้ข่าวประเสริฐและตอบสนองด้วยความเชื่อกับคนที่ไม่รับเอาด้วยความเชื่อ (ฮีบรู 4:2) ในพระธรรมโยเอลมีการแบ่งเส้นทางระหว่างคนที่ร้องออกพระนามพระเจ้ากับคนที่ไม่ร้องออกนามพระเจ้า (โยเอล 2:32)

‘มวลชน มวลชน ในหุบเขาแห่งการตัดสินคดี! เพราะวันแห่งพระยาเวห์ใกล้เข้ามาแล้วในหุบเขาแห่งการตัดสินคดี’ (3:14)

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 119:145-152

ק (โคฟ)
145ข้าพระองค์ร้องทูลด้วยสุดใจ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงตอบข้าพระองค์เถิด
 ข้าพระองค์จะรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์
146ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด
 เพื่อข้าพระองค์จะปฏิบัติตามพระโอวาทของพระองค์
147ข้าพระองค์ตื่นขึ้นก่อนรุ่งอรุณ ทูลขอความช่วยเหลือ
 ข้าพระองค์หวังในพระวจนะของพระองค์
148ดวงตาของข้าพระองค์ตื่นอยู่ทุกเวลายามค่ำคืน
 เพื่อตรึกตรองพระดำรัสของพระองค์
149ขอทรงฟังเสียงข้าพระองค์ ตามความรักมั่นคงของพระองค์
 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงรักษาชีวิตข้าพระองค์ตามความยุติธรรมของพระองค์
150ผู้ข่มเหงที่มุ่งร้ายมาใกล้แล้ว
 พวกเขาอยู่ห่างจากธรรมบัญญัติของพระองค์
151ข้าแต่พระยาห์เวห์ แต่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพระองค์
 และพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ก็สัตย์จริง
152ข้าพระองค์ทราบนานแล้วจากพระโอวาทของพระองค์
 ว่าพระองค์ทรงตั้งพระโอวาทไว้เป็นนิตย์

อรรถาธิบาย

ตัดสินใจที่จะพบกับพระเจ้าก่อน

ผมชอบข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ ‘ข้าพระองค์ตื่นขึ้นก่อนอรุณรุ่ง ทูลขอความช่วยเหลือ’ (ข้อ 147) เมื่อสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเขียนเอาไว้ข้าง ๆ พระคัมภีร์ข้อนี้ในพระคัมภีร์ของผมว่า ‘การได้ใช้เวลาพระองค์ก่อนเริ่มต้นวันสำคัญเพียงใด’ นั่นคือ “ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมตั้งใจเสมอที่จะอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานทันทีเมื่อตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสงครามในแต่ละวัน ผมทำตามที่ตั้งใจได้ไม่ทุกครั้ง แต่การตัดสินใจเช่นนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างมาก

มีความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ห่างจากพระเจ้าและคนที่อยู่ใกล้พระเจ้าตามที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ ซึ่งมีเขียนไว้ว่า ‘ผู้ข่มเหงที่มุ่งร้ายมาใกล้แล้ว พวกเขาอยู่ห่างจากธรรมบัญญัติของพระองค์ ข้าแต่พระยาเวห์ แต่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพระองค์’ (ข้อ 150–151)

ผู้เขียนพระธรรมสดุดีตัดสินใจ ‘ร้องทูลด้วยสุดใจ... ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด’ (ข้อ 145–146)

ขณะนั้นคนที่เข้ามาข่มเหงนั้นเข้ามาใกล้แล้ว ผู้เขียนพระธรรมสดุดียังสามารถกล่าวได้ว่า ‘แต่พระองค์อยู่ใกล้มากกว่าใครทั้งปวง’ (ข้อ 151, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณที่ทรงอยู่ใกล้ เมื่อข้าพระองค์ร้องทูล ในวันนี้ข้าพระองค์ร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์

พันธสัญญาใหม่

ฮีบรู 4:1-13

 1ฉะนั้นเมื่อพระสัญญายังมีอยู่ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์ ก็ให้เราทั้งหลายระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจจะมีบางคนในพวกท่านไปไม่ถึง 2เพราะว่าแท้ที่จริง เราได้รับข่าวอันประเสริฐเช่นเดียวกับพวกเขา แต่ข่าวที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เขาเหล่านั้น เพราะพวกเขาไม่เชื่อ 3ส่วนพวกเราผู้ที่เชื่อแล้วก็ได้เข้าสู่การหยุดพัก ดังที่พระองค์ตรัสว่า

*“ตามที่เราได้ปฏิญาณ ด้วยความโกรธว่า
 ‘พวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของเรา’ ”

แม้ว่างานของพระองค์จะเสร็จสิ้นตั้งแต่การสร้างโลก 4เพราะมีข้อหนึ่งกล่าวถึงวันที่เจ็ดอย่างนี้ว่า “ในวันที่เจ็ดนั้น พระเจ้าทรงหยุดพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์” 5และในข้อนั้นก็กล่าวอีกว่า “พวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของเรา” 6ที่จริงยังมีทางให้บางคนเข้าสู่การหยุดพักนั้นได้ แต่คนเหล่านั้นที่ได้ยินข่าวประเสริฐคราวก่อนไม่ได้เข้า เพราะพวกเขาไม่เชื่อฟัง 7ดังนั้นพระองค์จึงทรงกำหนดไว้อีกวันหนึ่งคือ “วันนี้” ตามที่พระองค์ตรัสทางดาวิดในเวลาหลายปีต่อมา ถึงข้อที่เคยอ้างมาแล้วว่า

“วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้น”

 8เพราะหากโยชูวาให้พวกเขาเข้าสู่การหยุดพักนั้นแล้ว พระเจ้าก็คงไม่ตรัสในภายหลังถึงวันอื่นอีก 9ฉะนั้นจึงยังมีการหยุดพักสะบาโตสำหรับประชากรของพระเจ้า 10เพราะว่าคนใดที่ได้เข้าสู่การหยุดพักของพระองค์แล้ว ก็ได้หยุดพักจากงานของตนเอง เหมือนอย่างที่พระเจ้าได้ทรงหยุดพักจากพระราชกิจของพระองค์ 11เพราะฉะนั้น ขอให้เราพยายามเข้าสู่การหยุดพักนั้น เพื่อจะไม่มีคนหนึ่งคนใดพลาดไปทำตามอย่างคนที่ไม่เชื่อฟังเหล่านั้น 12เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย 13ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดใดถูกปิดซ่อนไว้จากพระองค์ แต่ตรงกันข้าม ทุกสิ่งก็ปรากฏแจ้งต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราจะต้องถวายรายงานด้วย

อรรถาธิบาย

ตัดสินใจเชื่อพระสัญญาของพระเจ้า

คุณเคยมีประสบการณ์ ‘การหยุดพักของพระเจ้า’ ในชีวิตหรือไม่? หรือคุณเหน็ดเหนื่อยจากการควบคุมทุกสิ่งและควบคุมคนรอบตัวหรือไม่? นี่อาจจะถึงเวลาลาออกจากการเป็นผู้จัดการของจักรวาลนี้และเริ่มต้นเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าและวางใจในสิ่งที่พระเจ้าผู้เดียวที่ทำได้

วิธีการค้นพบ ‘การหยุดพัก’ สำหรับจิตวิญญาณ คือการฟังพระสัญญาของพระเจ้าและเชื่อสิ่งนั้น และแสดงออกว่าคุณเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์

คนหลายคนได้ยินพระกิตติคุณ เมื่อคุณได้ยินพระกิตติคุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตัดสินใจในชีวิตคุณ ว่าคุณจะตอบสนองด้วยความเชื่อและเชื่อฟังหรือไม่? หรือตอบสนองด้วยใจที่แข็งกระด้างและไม่เชื่อฟัง?

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู กล่าวว่า ‘เราได้รับพระสัญญาเดียวกันกับคนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร แต่พระสัญญานั้นไม่ได้เกิดผลกับพวกเขา เพราะเขาไม่รับพระสัญญานั้นด้วยความเชื่อ’ (ข้อ 2, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) เป็นเร้าใจให้พวกเขาเหล่านั้นไม่ให้ดื้อรั้น (ข้อ 7) หรือพลาดไปตามอย่างคนที่ไม่เชื่อฟัง (ข้อ 11)

พระสัญญาของพระเจ้ามีให้แก่ทุกคนที่เชื่อในข่าวประเสริฐ ว่าจะเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์ (ข้อ 1) ‘ถ้าเราเชื่อ… เราจะมีประสบการณ์การสภาวะแห่งการหยุดพัก’ (ข้อ 3, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ชีวิตนี้จะมีการทดลองและการทดสอบอยู่เสมอ จะไม่มีช่วงเวลาใดที่ปราศจากความสับสน แต่เมื่อคุณเชื่อในข่าวประเสริฐ คุณจะได้พบพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องการหยุดพักในที่สุดและตลอดไป ‘เมื่อการเดินทางสิ้นสุด เราจะได้หยุดพักกับพระเจ้าอย่างแน่นอน’ (ข้อ 10, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

วันหนึ่งมนุษย์ทุกคนต้องกล่าวรายงานต่อหน้าพระพักต์พระเจ้า ‘ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดใดถูกปิดซ่อนไว้จากพระองค์ แต่ตรงกันข้าม ทุกสิ่งก็ปรากฏแจ้งต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราจะต้องถวายรายงานด้วย’ (ข้อ 13)

ในขณะเดียวกัน เราก็ยังมีโอกาสยอดเยี่ยมในการมีประสบการณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะมาถึงของ ‘การหยุดพัก’ เมื่อเราได้เปิดใจให้กับพระวจนะของพระเจ้า ‘เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใด ๆ… และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย’ (ข้อ 12)

ในแต่ละวันที่เราเปิดใจของเราออก พระวจนะของพระเจ้าจะวินิจฉัยส่วนลึกภายในจิตใจ เปิดเผยชีวิตของคุณในด้านต่าง ๆ ออกมา (ความคิดและความมุ่งหมายในใจ) ที่เราต้องจัดลำดับหลายต่อหลายครั้ง นี่อาจเป็นเรื่องเจ็บปวดและท้าทาย แต่วัตถุประสงค์คือเพื่อเตรียมคุณสู่การหยุดพักของพระเจ้า

วันนี้คุณสามารถชื่นชมยินดีการพักและสันติสุขในพระเจ้า จากการวางใจในพระเจ้าและในพระวจนะที่เชื่อว่าพระองค์จะดูแลคุณและจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับคุณ

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เชื่อในพระสัญญาของพระองค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์สามารถคาดหวังการเข้าสู่การหยุดพักกับพระองค์นิรันดร์ ขอบพระคุณที่ตอนนี้ข้าพระองค์ได้รับประสบการณ์ก่อนเข้าพักสงบในพระองค์

พันธสัญญาเดิม

โยเอล 2:18-3:21

พระเจ้าทรงตอบและทรงสัญญา

18แล้วพระยาห์เวห์ทรงหวงแหนแผ่นดินของพระองค์
 และทรงสงสารประชากรของพระองค์
19พระยาห์เวห์ทรงตอบประชากรของพระองค์ว่า
 “นี่แน่ะ เราจะส่งข้าว เหล้าองุ่น
และน้ำมันให้แก่เจ้า  เจ้าทั้งหลายจะอิ่มหนำสำราญ
เราจะให้พวกเจ้า
 ไม่ถูกเยาะเย้ยท่ามกลางประชาชาติอีก
20“เราจะถอนศัตรูทางเหนือให้ห่างไกลจากพวกเจ้า
 และไล่มันไปในแผ่นดินแห้งแล้งและร้างเปล่า
กองหน้าของมันจะเข้าไปในทะเลด้านตะวันออก
 และกองหลังของมันเข้าไปในทะเลด้านตะวันตก
กลิ่นเหม็นคลุ้งและกลิ่นเหม็นเน่าของมันจะขึ้นมา
 เพราะมันทำการใหญ่โตมาก
21“อย่ากลัวเลย โอ แผ่นดินเอ๋ย
 จงยินดีและเปรมปรีดิ์เถิด
 เพราะพระยาห์เวห์ทรงทำการใหญ่โตมาก
22อย่ากลัวเลย พวกสัตว์ป่าเอ๋ย
 เพราะว่าทุ่งหญ้าในถิ่นทุรกันดารนั้นเขียวสด
และต้นไม้ก็เกิดผลของมัน
 ต้นมะเดื่อและเถาองุ่นออกผลอย่างบริบูรณ์
23“โอ บุตรทั้งหลายของศิโยนเอ๋ย จงยินดีเถิด
 จงเปรมปรีดิ์ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า
เพราะว่าพระองค์ประทานฝนต้นฤดูแก่เจ้าเพื่อแสดงความชอบธรรม
 และทรงเทฝนลงมาให้พวกเจ้า
 คือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดูอย่างแต่ก่อน
24จะมีข้าวอยู่เต็มลานนวดข้าว
 จะมีเหล้าองุ่นและน้ำมันล้นถังเก็บ
25“เราจะชดเชยปีเดือน
 ที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสียให้แก่พวกเจ้า
และที่ตั๊กแตนวัยกระโดด ตั๊กแตนตัวอ่อน และตั๊กแตนวัยเดินได้กิน
 คือกองทัพใหญ่ของเราที่เราส่งมาต่อสู้พวกเจ้านั้น
26“เจ้าทั้งหลายจะรับประทานอย่างบริบูรณ์และอิ่มหนำ
 และสรรเสริญพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
ผู้ทรงทำกับพวกเจ้าอย่างอัศจรรย์
 ประชากรของเราจะไม่ต้องอับอายอีกต่อไป
27พวกเจ้าจะรู้ว่าเราเองอยู่ท่ามกลางอิสราเอล
 และเรานี่แหละคือพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าของเจ้า ไม่มีองค์อื่นอีก
 ประชากรของเราจะไม่ต้องอับอายอีกต่อไป

การเทพระวิญญาณของพระเจ้า

28“ต่อมาภายหลังจะเป็นอย่างนี้
 คือเราจะเทวิญญาณของเรามาเหนือมนุษย์ทุกคน บุตรชายบุตรหญิงของเจ้าจะเผยพระวจนะ
 คนชราของเจ้าทั้งหลายจะฝัน
 และคนหนุ่มของพวกเจ้าจะเห็นนิมิต
29ในเวลานั้น เราจะเทวิญญาณของเรา
 มาเหนือแม้กระทั่งคนใช้ชายหญิง
30“เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในท้องฟ้าและบนแผ่นดิน เป็นเลือด เป็นไฟและลำควัน 31ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์กลายเป็นเลือด ก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง คือวันอันยิ่งใหญ่และน่าสยดสยอง 32แล้วจะเป็นอย่างนี้ คือทุกคนที่ร้องทูลออกพระนามของพระยาห์เวห์จะรอด เพราะว่าจะมีคนรอดบนภูเขาศิโยนและในกรุงเยรูซาเล็มตามที่พระยาห์เวห์ตรัสไว้ และในบรรดาคนที่เหลืออยู่นั้นจะมีคนที่พระยาห์เวห์ทรงเรียก

โยเอล 3

 1“เพราะว่า ดูสิ ในวันเหล่านั้นและในเวลานั้น เมื่อเราให้ยูดาห์และเยรูซาเล็มกลับสู่สภาพเดิม 2เราจะรวบรวมประชาชาติทั้งหมด และนำเขาทั้งหลายลงมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท และเราจะเข้าสู่การพิพากษากับพวกเขาที่นั่นด้วยเรื่องประชากรของเรา คืออิสราเอลมรดกของเรา ผู้ซึ่งถูกพวกเขากระจายไปท่ามกลางประชาชาติต่างๆ พวกเขาได้แบ่งแผ่นดินของเรา 3และจับฉลากเอาประชากรของเราไป พวกเขาเอาเด็กผู้ชายไปขายเพื่อไปเที่ยวโสเภณี และค้าเด็กผู้หญิงเพื่อไปซื้อเหล้าองุ่นดื่ม
 4“พวกเจ้าด้วย เจ้าคิดอย่างไรกับเรา? โอ ไทระ ไซดอน และดินแดนทุกแห่งของฟีลิสเตีย พวกเจ้าจะสนองเราด้วยการตอบโต้หรือ? ถ้าพวกเจ้าตอบโต้เรา เราจะให้การกระทำนั้นกลับคืนไปบนศีรษะของเจ้าอย่างฉับพลันและรวดเร็ว 5เพราะพวกเจ้าได้เอาเงินและทองของเราไป และเอาทรัพย์สมบัติมั่งคั่งของเราไปยังบรรดาวิหารของเจ้าทั้งหลาย 6เจ้าเอาคนยูดาห์และคนเยรูซาเล็มไปขายให้พวกกรีก เพื่อย้ายพวกเขาไปไกลจากเขตแดนของเขาทั้งหลาย 7นี่แน่ะ เราจะเร้าใจเขาทั้งหลายให้ออกจากสถานที่ซึ่งพวกเจ้าขายพวกเขาไปนั้น เราจะให้การกระทำของพวกเจ้ากลับคืนไปบนศีรษะของเจ้าเอง 8เราจะขายบุตรชายและบุตรหญิงของเจ้าไว้ในมือของคนยูดาห์ และคนยูดาห์จะขายพวกเขาต่อไปยังคนเส-บา ไปยังประชาชาติหนึ่งที่อยู่ห่างไกล เพราะพระยาห์เวห์ตรัสไว้แล้ว”

การพิพากษาที่หุบเขาเยโฮชาฟัท

9จงประกาศเรื่องนี้ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย
 จงเตรียมการรบ
จงเร้าใจนักรบทั้งหลาย
 ให้ทหารทุกคนเข้ามาใกล้
 ให้เขาขึ้นมา
10จงตีผาลไถนาของพวกเจ้าให้เป็นดาบ
 และตีขอลิดแขนงของเจ้าให้เป็นทวน
 ให้คนอ่อนแอพูดว่า “ข้าเป็นนักรบ”
11จงรีบมาเถิด
 ประชาชาติทั้งหมดที่อยู่รอบๆ เอ๋ย
จงเรียกประชุมกันที่นั่น
 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงนำนักรบของพระองค์ลงมา
12ให้บรรดาประชาชาติรับการเร้าใจ
 และขึ้นมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท
เพราะที่นั่นเราจะนั่งพิพากษา
 ประชาชาติทั้งหมดที่อยู่ล้อมรอบ
13จงเอาเคียวเกี่ยวเถิด
 เพราะถึงฤดูเกี่ยวแล้ว
จงเข้าไปย่ำสิ
 เพราะบ่อย่ำองุ่นเต็มแล้ว
บ่อเก็บน้ำองุ่นล้นแล้ว
 เพราะว่าความอธรรมของพวกเขามีมากมาย
14มวลชน มวลชน
 ในหุบเขาแห่งการตัดสินคดี
เพราะวันแห่งพระยาห์เวห์ใกล้เข้ามาแล้ว
 ในหุบเขาแห่งการตัดสินคดี
15ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็มืดไป
 ดวงดาวทั้งหลายก็อับแสง
16พระยาห์เวห์เปล่งพระสิงหนาทจากศิโยน
 และเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากกรุงเยรูซาเล็ม ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกก็หวั่นไหว
 แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่ลี้ภัยแก่ประชากรของพระองค์
เป็นที่กำบังแข็งแกร่งแก่คนอิสราเอล
 อนาคตอันรุ่งโรจน์ของยูดาห์
17ดังนั้น พวกเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
 ผู้ประทับในศิโยน ภูเขาบริสุทธิ์ของเรา
เยรูซาเล็มจะเป็นเมืองบริสุทธิ์
 และจะไม่มีคนต่างด้าวผ่านเมืองนั้นอีกเลย
18และอยู่มาในวันนั้น
 จะมีน้ำองุ่นหยดออกจากภูเขาทั้งหลาย
และมีน้ำนมไหลมาจากบรรดาเนินเขา
 และจะมีน้ำไหล
จากห้วยทั้งหมดของยูดาห์
 และจะมีน้ำพุออกจากพระนิเวศของพระยาห์เวห์
 มารดหุบเขาชิทธีม
19อียิปต์จะกลายเป็นที่ร้าง
 และเอโดมจะกลายเป็นถิ่นทุรกันดารร้าง
เพราะความทารุณที่ทำต่อคนยูดาห์
 และการทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตกในแผ่นดินของเขา
20แต่ยูดาห์จะดำรงอยู่เป็นนิตย์
 และเยรูซาเล็มจะตั้งอยู่ทุกชั่วอายุคน
21เราจะยกโทษเรื่องโลหิตของพวกเขาที่เราไม่เคยยกโทษ
 เพราะพระยาห์เวห์สถิตในศิโยน

อรรถาธิบาย

ตัดสินใจชื่นชมยินดีกับชีวิตในพระวิญญาณ

โยเอลผู้เผยพระวจนะ สอนว่า ‘จงเปรมปรีดิ์ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า’ (2:23) จอยซ์ ไมเยอร์ กล่าวว่า ‘ความยินดีเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามมันถูกปล่อยออกมาโดยการตัดสินใจที่จะไม่ให้สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มาครอบงำทัศนคติทางอารมณ์และจิตใจของคุณเท่านั้น โดยความชื่นชมยินดี สิ่งนี้ทำให้เรามีกำลังทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้’

พระเจ้าทรงมีพระสัญญาที่ดีเลิศซึ่งกล่าวในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ว่า ‘ทุกคนที่ร้องขอในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับความรอด’ (2:32; ดู กิจการ 2:21; โรม 10:13)

อันมาสู่จุดสิ้นสุดของคำพยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่เปโตรอ้างถึงในวันเพ็นเทคอส ‘ต่อมาภายหลังจะเป็นอย่างนี้ คือเราจะเทวิญญาณของเรามาเหนือมนุษย์ทุกคน บุตรชายบุตรหญิงของเจ้าจะเผยพระวจนะ คนชราของเจ้าทั้งหลายจะฝันและคนหนุ่มของพวกเจ้าจะเห็นนิมิต ในเวลานั้น เราจะเทวิญญาณของเรามาเหนือแม้กระทั่งคนใช้ชายหญิง…ทุกคนที่ร้องทูลออกพระนามของพระยาเวห์จะรอด’ (โยเอล 2:28–32; ดู กิจการ 2:16–21)

คนอื่นอาจแบ่งแยกคุณ แต่พระเจ้าไม่แบ่งแยกคุณไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ เพศหญิงหรือชาย หรือเผชิญเรื่องใดในชีวิตมา พระสัญญาเรื่องความรอดและการเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธ์ให้กับทั้งหญิงและชาย หนุ่มหรือแก่ เป็นสิ่งที่เราจะเห็นทุกสัปดาห์ในหลักสูตรอัลฟ่า ที่ชีวิตของหลาย ๆ คนเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ยังมีหลายคนยังอยู่ใน ‘หุบเขาแห่งการตัดสินคดี’ (โยเอล 3:14) การตัดสินใจว่าจะร้องเรียกพระนามองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่นั้นส่งผลอย่างมาก พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ พูดอย่างชัดเจนว่าพระนามของพระองค์คือองค์พระเยซู ‘ถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่าน “ว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด... “เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด”’ (โรม 10:9, 13)

โยเอลสัญญากับคนที่ร้องเรียกพระนามพระองค์ว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่ลี้ภัยแก่ประชากรของพระองค์’ (โยเอล 3:16) เป็นสัญญาการอวยพรที่ดีเยี่ยม โยเอลได้เตือนอีกว่ามีบ่อย่ำองุ่นแห่งการพิพากษาของพระเจ้าอีกด้วย (ข้อ 13, ดู มาระโก 4:29, มัทธิว 13:39) หนังสือพระธรรมวิวรณ์ อ้างถึงบ่อย่ำองุ่นเป็นการอธิบายถึงการพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเยซู

ความหวังของพระเจ้าในข้อพระคำตอนนี้คือคนทั้งหลายจะได้รับการทรงเรียกให้ตัดสินใจและหันกลับมาหาพระเจ้า ‘ยังไม่สายเกินไป’ (โยเอล 2:12, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) พระยาห์เวห์ ‘ทรงสงสารประชากรของพระองค์’ (ข้อ18) ‘เราจะส่งข้าว เหล้าองุ่นและน้ำมันให้แก่เจ้า เจ้าทั้งหลายจะอิ่มหนำสำราญ’ (ข้อ 19) ‘เราจะชดเชยปีเดือน ที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสียให้พวกเจ้า’ (ข้อ 25) นี่เป็นพระสัญญาที่ดีเลิศ โดยเฉพาะกับผู้ที่รู้สึกเหมือนชีวิตถูกตั๊กแตนกัดกิน

ดังที่ จอยซ์ ไมเยอร์ กล่าวไว้ พระเจ้าสัญญากับเราว่า ‘จะให้เราเป็นสองเท่าสำหรับปัญหาที่เจอ’ พระองค์ทรงฟื้นฟู ไถ่ สร้างชีวิตเราขึ้นใหม่ และชุบชีวิตเราด้วยพระวิญญาณของพระองค์ พระองค์สัญญาว่า ‘จะมีน้ำองุ่นหยดออกจากภูเขาทั้งหลายและมีน้ำนมไหล มาจากบรรดาเนินเขา และจะมีน้ำไหลจากห้วยทั้งหมดของยูดาห์ และจะมีน้ำพุ ออกจากพระนิเวศน์ของพระยาเวห์’ (3:18, ดู ยอห์น 7:37–39)

นี่คือข่าวดีที่น่าอัศจรรย์ที่เราสามารถนำไปเล่าให้คนที่ยังอยู่ในหุบเขาแห่งการตัดสินใจได้

คำอธิษฐาน

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่พระองค์จะรื้อฟื้นเดือนปีที่ตั๊กแตนกัดกินไป และทรงเทพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงบนข้าพระองค์ โปรดเติมเต็มข้าพระองค์อีกครั้งในวันนี้

เพิ่มเติมโดยพิพพา

โยเอล 2:28

‘คือเราจะเทวิญญาณของเรามาเหนือมนุษย์ทุกคน’

นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการในวันนี้ ทั้งตัวฉันเอง ครอบครัวของฉัน คริสตจักร และในโลกนี้…

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม