วัน 335

สายสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนม

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 136:1-12
พันธสัญญาใหม่ 1 ยอห์น 1:1-2:11
พันธสัญญาเดิม ดาเนียล 5:17-6:28

เกริ่นนำ

การสามัคคีธรรม เป็นคำที่ยอดเยี่ยมมาก คุณถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ การสามัคคีธรรมสนองความปรารถนาที่ลึกที่สุดในหัวใจของคุณ เป็นคำตอบของคนที่โดดเดี่ยวในชีวิตนี้ไม่มีอะไรเทียบได้อีกแล้ว การสามัคคีธรรมเริ่มขึ้นตอนนี้และดำเนินต่อไปตลอดกาล

ไม่มีสิ่งใดที่น่าชื่นชมยินดีในชีวิตไปกว่าการสามัคคีธรรม ยอห์นต้องการให้ผู้อ่านจดหมายของเขาชื่นชมยินดีกับการสามัคคีธรรมแบบเดียวกับที่เขามี ‘เราต้องการให้ท่านชื่นชมยินดีกับสิ่งนี้เช่นกัน ความชื่นชมยินดีของท่านจะเพิ่มความชื่นชมยินดีของเราเป็นสองเท่า!’ (1 ยอห์น 1:3, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

Koinonia (โคยโนเนีย) เป็นคำภาษากรีกที่ใช้สำหรับคำว่าการสามัคคีธรรมนั้น มันแทบจะแปลออกมาไม่ได้ เพราะเป็นคำที่บอกถึง ‘ความสัมพันธ์ของความใกล้ชิดและลึกซึ้งอย่างยิ่ง... คำนี้กลายเป็นคำที่ใช้แสดงความหมายถึงความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส เป็นความใกล้ชิดที่สุดระหว่างมนุษย์’ เป็นคำที่อธิบายการใช้ชีวิตร่วมกันซึ่งมีการแบ่งปันทุกสิ่งแก่กันและกัน นี่คือคำที่ยอห์นใช้ในความสัมพันธ์ใกล้ชิดของเรากับพระเจ้า (ข้อ 3)

นอกจากนี้คำนี้ยังอธิบายถึง ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน คุณสามารถมีมิตรภาพที่ล้ำลึก และการสื่อสารที่จริงใจ ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากหรือมีภาพลักษณ์ใด คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองต่อหน้าพระเจ้า และต่อหน้าผู้อื่น ผลที่ได้รับคือความจริงใจ ทราบถึงจุดอ่อนต่าง ๆ และความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับพี่น้องคนอื่น ๆ สรุปเป็นคำที่งดงามคำเดียวคือ ‘สามัคคีธรรม’

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 136:1-12

พระราชกิจของพระองค์ในการทรงสร้างและในประวัติศาสตร์

1จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ประเสริฐ
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
2จงขอบพระคุณพระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือพระทั้งหลาย
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
3จงขอบพระคุณองค์เจ้านายผู้ทรงอยู่เหนือเจ้านายทั้งหลาย
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
4จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ทั้งหลายแต่ผู้เดียว
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
5จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ด้วยความเข้าใจ
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
6จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงกางแผ่นดินโลกออกเหนือน้ำทั้งหลาย
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
7จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงสร้างบรรดาดวงสว่างขนาดใหญ่
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
8จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงสร้างดวงอาทิตย์ให้ครองกลางวัน
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
9จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงสร้างดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายให้ครองกลางคืน
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
10จงขอบพระคุณพระองค์ ผู้ทรงสังหารบรรดาลูกหัวปีของอียิปต์
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
11และทรงนำอิสราเอลออกมาจากท่ามกลางคนอียิปต์
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
12ด้วยพระหัตถ์เข้มแข็งและพระกรที่เหยียดออก
 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์

อรรถาธิบาย

ขอบคุณพระเจ้า

พระเจ้ารักคุณ เราต้องได้รับการเตือนใจอยู่เสมอถึงความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา ผู้เขียนพระธรรมสดุดีกล่าวซ้ำว่า ‘ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์’ ถึง 26 ครั้ง ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของคุณกับพระเจ้าขึ้นอยู่กับความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อคุณ

โดย ‘ขอบพระคุณ’ พระเจ้า สำหรับสิ่งต่อไปนี้

1.ผู้ที่พระองค์ทรงเป็น
พระองค์ ‘ผู้ทรงอยู่เหนือพระทั้งหลาย’ และ ‘เจ้านายผู้ทรงอยู่เหนือเจ้านายทั้งหลาย’ (ข้อ 2–3) และพระองค์ทรงประเสริฐ (ข้อ 1)

  1. สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ
    พระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์ พระองค์สร้างฟ้าสวรรค์และกางแผ่นดินโลกออก ทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว (ข้อ 4–9)

3.สิ่งที่พระองค์ได้ทำให้คุณ
พระหัตถ์เข้มแข็งและพระกรที่เหยียดออกเพื่อคุณ (ข้อ 12)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความรักมั่นคงเป็นนิตย์ของพระองค์มีต่อข้าพระองค์

พันธสัญญาใหม่

1 ยอห์น 1:1-2:11

พระวาทะแห่งชีวิต

 1เราขอแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ได้เห็นกับตา ได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้น คือพระวาทะแห่งชีวิต 2(และชีวิตที่ว่านี้ปรากฏขึ้น เราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นี้กับพวกท่าน เป็นชีวิตที่ดำรงอยู่กับพระบิดาและมาปรากฏแก่เรา) 3สิ่งที่เราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ประกาศให้พวกท่านรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้มีสามัคคีธรรมกับเรา และเราก็มีสามัคคีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ 4และเราเขียนข้อความเหล่านี้เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม

พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง

 5นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกกับพวกท่าน คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย 6ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง 7แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น 8ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่มีบาป เราก็หลอกตัวเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย 9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น 10ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย

1 ยอห์น 2

พระคริสต์ผู้ทูลขอเพื่อเรา

 1ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายเพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าใครทำบาป เราก็มีผู้ช่วยทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น 2และพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา และไม่ใช่แค่บาปของเราเท่านั้น แต่ของทั้งโลกด้วย 3ถ้าเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ เราจะมั่นใจได้ว่าเรารู้จักพระองค์ 4ผู้ที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์” แต่ไม่ได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ คนนั้นเป็นคนพูดมุสาและสัจจะไม่ได้อยู่ในเขาเลย 5แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็บริบูรณ์อยู่ในผู้นั้นอย่างแท้จริง เพราะเหตุนี้แหละเราจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์ 6ผู้ที่กล่าวว่าตนอยู่ในพระองค์ ผู้นั้นก็ควรดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์

บัญญัติใหม่

 7ท่านที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนบัญญัติใหม่ถึงท่านเลย แต่เป็นบัญญัติเก่าซึ่งท่านเคยมีอยู่ตั้งแต่เริ่มแรก บัญญัติเก่านั้นคือคำซึ่งท่านได้ยินมาแล้ว 8อีกนัยหนึ่งก็กล่าวได้ว่าข้าพเจ้าเขียนบัญญัติใหม่ถึงพวกท่านซึ่งเป็นความจริงทั้งในพระองค์และในท่าน เพราะว่าความมืดนั้นกำลังจะผ่านพ้นไป และความสว่างแท้กำลังส่องอยู่แล้ว 9ผู้ที่กล่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง ขณะที่ยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความมืด 10ผู้ที่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความสว่าง และในตัวเขานั้นไม่มีอะไรทำให้สะดุด 11แต่ผู้ที่เกลียดชังพี่น้องของตนก็อยู่ในความมืด และเดินในความมืดและไม่รู้ว่าตนกำลังไปไหน เพราะว่าความมืดทำให้ตาของเขาบอดไปเสียแล้ว

อรรถาธิบาย

พูดกับพระเจ้า

ยอห์นรู้ว่าท่านกำลังพูดถึงใคร เขารู้จักพระเยซูคริสต์เป็นการส่วนตัว เป็นสาวกที่พระเยซูทรงรักเป็นพิเศษ (ยอห์น 13:23) และใช้เวลาร่วมกับพระองค์มากอย่างยิ่ง

ยอห์นซึ่งตอนนี้เป็นชายชราแล้ว เขียนไว้ว่า ‘ได้ยิน’, ‘ได้เห็น’, ‘ได้พินิจดู’ และ ‘จับต้อง’ พระเยซู (1 ยอห์น 1:1) สิ่งที่เขา ‘เห็น’ เขาต้องการ ‘เป็นพยาน’ และ ‘ประกาศ’ เพื่อว่าผู้อ่านจดหมายของเขาจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระบิดาและพระบุตรคือพระเยซูคริสต์ (ข้อ 2-3)

น่าประหลาดใจที่คุณเองก็สามารถสัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดนี้ได้เช่นกัน 'เราเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และตอนนี้เรากำลังบอกพวกท่านเพื่อที่พวกท่านจะได้สัมผัสไปพร้อมกับเรา ประสบการณ์การเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาและพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์’ (ข้อ 3, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

คุณจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระบิดาและพระบุตรได้อย่างไร?

คุณสามารถ ‘เดินอยู่ในความสว่าง’ เพราะ ‘พระโลหิตของพระเยซูคริสต์’ ซึ่ง ‘ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น’ (ข้อ 7) ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเราจะยังเป็นคนบาปอยู่ (ข้อ 8) เราก็ได้รับการอภัยโทษบาปอย่างต่อเนื่อง คุณถูกเรียกให้เข้าสู่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์ ซึ่งคุณสามารถเปิดใจกับพระองค์เกี่ยวกับความบาปของคุณและมั่นใจได้ว่าจะได้รับการอภัย ‘ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น’ (ข้อ 9)

พระโลหิตของพระเยซูชำระคุณอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะเดียวกับการทำงานของตับและเลือดในทางกายภาพ ที่ชำระร่างกายของคุณอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ คุณต้องยอมรับว่าคุณทำบาปและจงสารภาพบาปของคุณ

ไม่ควรสะสมบาปเอาไว้ เมื่อคุณทำบาปจงรีบเร่งสารภาพอย่าง กลับใจใหม่ และรับการชำระจากพระเจ้า ลุกขึ้นและก้าวต่อไป

มีความสมดุลที่ไม่ธรรมดาในกรณีนี้คือ เราไม่ควรทำบาปแต่เราควรเดินในความสว่าง อย่างไรก็ตามเราทุกคนล้วนเคยทำบาปและ ‘ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย’ (ข้อ 10)

สิ่งนี้ทำให้มีการรวมเอาสิ่งที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกันคือที่ยอห์นทั้งหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายของเขาไม่ทำบาป ในขณะเดียวกันก็รับรองพวกเขาถึงพระคุณ และพระเมตตาของพระเจ้าหากพวกเขาทำบาป (2:1) ความสมดุลของการเรียกสู่ความบริสุทธิ์ ควบคู่ไปกับพระคุณ เป็นหัวใจสำคัญของชีวิตคริสเตียน

สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือเมื่อเราทำผิดพลาดพระเยซูทรงเป็น ‘องค์ผู้ช่วยเหลือ’ (พระคัมภีร์ตอนนี้จากไทยคิงเจมส์) ทรงเป็นดั่งทนายฝ่ายจำเลยจากพระเจ้าของเรา ‘เราก็มีผู้ช่วยทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น’ (ข้อ 1)

เป็นการเสียสละของพระเยซูบนไม้กางเขนนั้นเพื่อคุณอันจะทำให้คุณสามารถพูดคุยกับพระบิดาและพระบุตรในความสัมพันธ์ใกล้ชิดของ ‘สามัคคีธรรม’ (1:3) คุณถูกเรียกให้รู้จักพระเจ้า (2:4) และสัมผัสความรักที่พระองค์มีต่อคุณ (ข้อ 5) ‘ทุกคนที่อ้างว่าสนิทสนมกับพระเจ้าควรดำเนินชีวิตแบบเดียวกับที่พระเยซูทรงดำเนินชีวิตนั้น’ (ข้อ 6, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

สิ่งนี้เราเห็นจากความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่น้องคนอื่น ๆ ในชุมชนคริสเตียน ‘แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน’ (1:7) การมีมโนธรรมที่ชัดเจน ความรัก การเชื่อฟัง ความสนิทสนมกับพระเจ้า และความสนิทสนมซึ่งกันและกันทั้งหมดนี้ล้วนไปด้วยกัน

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสิทธิพิเศษที่ยอดเยี่ยมที่ข้าพระองค์ได้สามัคคีธรรมกับพระองค์ และกับผู้อื่น ผ่านการหลั่งพระโลหิตของพระองค์เพื่อเราบนไม้กางเขน

พันธสัญญาเดิม

ดาเนียล 5:17-6:28

 17แล้วดาเนียลทูลพระราชาว่า “ขอทรงเก็บของพระราชทานไว้เป็นของฝ่าพระบาทเถิด และขอประทานรางวัลแก่ผู้อื่น ส่วนข้าพระบาทจะขออ่านข้อเขียนถวายพระราชาและถวายคำแปลความหมายให้ฝ่าพระบาททรงทราบ 18ข้าแต่พระราชา พระเจ้าสูงสุดได้ประทานราชอาณาจักร ความยิ่งใหญ่ ศักดิ์ศรี และบารมีแก่เนบูคัดเนสซาร์ราชบิดาของฝ่าพระบาท 19และเพราะความยิ่งใหญ่ซึ่งพระองค์ประทานแก่เนบูคัดเนสซาร์ ชนทุกชาติทุกเผ่าทุกภาษาจึงสั่นสะท้านและเกรงขามพระราชา พระองค์จะทรงประหารผู้ใดก็ทรงประหารเสีย จะทรงให้ผู้ใดดำรงชีวิตอยู่ก็ทรงให้ดำรงชีวิต จะทรงแต่งตั้งผู้ใดก็ทรงแต่งตั้ง จะทรงทำให้ผู้ใดต่ำต้อยลงก็ทรงทำ 20แต่เมื่อพระทัยของราชบิดาผยองขึ้น จิตวิญญาณของพระองค์ก็แข็งกระด้างไป จึงทรงประกอบกิจด้วยความเห่อเหิม พระเจ้าทรงถอดพระองค์จากราชบัลลังก์ และทรงริบศักดิ์ศรีของพระองค์ไปเสีย 21พระเจ้าทรงขับไล่เนบูคัดเนสซาร์ไปจากท่ามกลางมนุษย์ และทรงทำให้พระทัยเป็นเหมือนใจสัตว์ป่า และทรงให้อยู่กับลาป่า ทรงให้เสวยหญ้าเหมือนโค และพระกายก็เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนกว่าจะทรงสำนึกว่าพระเจ้าสูงสุดทรงปกครองราชอาณาจักรของมนุษย์ และทรงแต่งตั้งผู้ที่พระองค์จะทรงแต่งตั้งให้ปกครอง 22ข้าแต่เบลชัสซาร์ ฝ่าพระบาทเป็นราชโอรส แม้ฝ่าพระบาททรงทราบสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ได้ถ่อมพระทัย 23แต่กลับทรงยกองค์ขึ้นสู้กับองค์เจ้านายแห่งสวรรค์ และทรงให้นำภาชนะแห่งพระนิเวศของพระองค์มาต่อพระพักตร์ฝ่าพระบาท แล้วฝ่าพระบาท พวกเจ้านายของฝ่าพระบาท ทั้งมเหสี และนางสนมของฝ่าบาทก็ดื่มเหล้าองุ่นจากภาชนะเหล่านั้น และฝ่าพระบาททรงสรรเสริญพระที่ทำด้วยเงิน ทองคำ ทองสัมฤทธิ์ เหล็ก ไม้ และหิน ซึ่งจะดูหรือฟังหรือเข้าใจก็ไม่ได้ แต่ฝ่าพระบาทไม่ได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ซึ่งลมปราณของฝ่าพระบาทอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทางทั้งสิ้นของฝ่าพระบาทก็ขึ้นอยู่กับพระองค์
 24“ฉะนั้นจึงมีมือซึ่งรับใช้มาจากพระเจ้าได้จารึกข้อเขียนนี้ลงไว้ 25ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนที่จารึกไว้คือ เมเน เมเน เทเคล และ ฟารสิน 26ต่อไปนี้เป็นคำแปลข้อความนั้น เมเน พระเจ้าได้ทรงคำนวณวาระแห่งราชอาณาจักรของฝ่าพระบาทไว้แล้ว และทรงนำราชอาณาจักรนั้นมาถึงที่สิ้นสุด 27เทเคล ฝ่าพระบาทได้ถูกชั่งในตราชู ทรงเห็นว่ายังขาดอยู่ 28เปเรส ราชอาณาจักรของฝ่าพระบาทถูกแบ่งออกให้แก่คนมีเดียและคนเปอร์เซีย”
 29แล้วเบลชัสซาร์ก็ทรงบัญชาให้ดาเนียลสวมเสื้อสีม่วงและสวมสร้อยคอทองคำ และทรงให้ประกาศเกี่ยวกับท่านว่า ท่านได้เป็นอุปราชตรีในราชอาณาจักร
 30ในคืนวันนั้นเอง เบลชัสซาร์พระราชาคนเคลเดียทรงถูกสังหาร 31และดาริอัสชาวมีเดียก็ทรงรับราชอาณาจักร เมื่อมีพระชนมายุ 62 พรรษา

ดาเนียล 6

การวางแผนเพื่อฟ้องดาเนียล

 1ดาริอัสพอพระทัยแต่งตั้งอุปราช 120 คน เพื่อให้ปกครองทั่วราชอาณาจักร 2และทรงตั้งอภิรัฐมนตรี 3 คนอยู่เหนือพวกอุปราช ดาเนียลเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งจะรับรายงานจากอุปราช เพื่อกษัตริย์จะไม่ขาดประโยชน์ 3แล้วดาเนียลคนนี้ก็มีชื่อเสียงกว่าอภิรัฐมนตรีอื่นๆ และอุปราชทั้งหลาย เพราะวิญญาณเลิศสถิตกับท่าน และกษัตริย์ทรงมีแผนจะแต่งตั้งท่านให้ครอบครองราชอาณาจักรนั้นทั้งหมด 4อภิรัฐมนตรีและอุปราชทั้งหลายจึงหาเหตุฟ้องดาเนียลในเรื่องราชอาณาจักร แต่ก็หาความผิดไม่ได้ เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือการทุจริตในท่านไม่ได้เลย 5คนเหล่านี้จึงพูดกันว่า “ไม่มีทางหาเหตุฟ้องดาเนียลได้ นอกจากเราจะหาเหตุในเรื่องธรรมบัญญัติแห่งพระเจ้าของเขา”
 6แล้วอภิรัฐมนตรีและอุปราชเหล่านี้ได้พากันเข้าเฝ้าพระราชาทูลว่า “ข้าแต่พระราชาดาริอัส ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ 7อภิรัฐมนตรีทุกท่านแห่งราชอาณาจักร ทั้งองคมนตรี อุปราช และผู้ว่าราชการมณฑลทั้งสิ้นได้ตกลงกันว่า พระราชาควรจะตรากฎหมายและออกคำประกาศว่า ในสามสิบวันนี้ ถ้ามีใครทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือจากพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ให้โยนคนนั้นลงในถ้ำสิงโต 8ข้าแต่พระราชา บัดนี้ ขอฝ่าพระบาททรงตราคำประกาศและลงพระนามในหนังสือสำคัญ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซีย ซึ่งจะแก้ไขไม่ได้เป็นอันขาด” 9เพราะฉะนั้น กษัตริย์ดาริอัสจึงลงพระนามในหนังสือสำคัญและในประกาศ

ดาเนียลในถ้ำสิงโต

 10เมื่อดาเนียลทราบว่ากษัตริย์ลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็กลับบ้าน ซึ่งมีหน้าต่างห้องชั้นบนเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละ 3 ครั้ง อธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าของท่านอย่างที่เคยทำเสมอ 11เมื่อพวกที่สมรู้ร่วมคิดพากันมาพบดาเนียลกำลังอธิษฐานและวิงวอนต่อพระเจ้าของท่าน 12เขาทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า และทูลกษัตริย์เกี่ยวกับประกาศห้ามว่า “ข้าแต่พระราชา ฝ่าพระบาทได้ลงพระนามในหนังสือสำคัญฉบับหนึ่งไม่ใช่หรือว่า ถ้ามีใครทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือจากพระองค์ ในสามสิบวันนี้ ข้าแต่พระราชา ก็ให้โยนคนนั้นลงในถ้ำสิงโต?” กษัตริย์ตรัสตอบว่า “เรื่องนั้นยังคงอยู่ ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซีย ซึ่งจะแก้ไขไม่ได้เป็นอันขาด” 13แล้วเขาจึงทูลต่อกษัตริย์ว่า “ดาเนียลผู้เป็นคนหนึ่งในพวกที่ถูกกวาดเป็นเชลยจากยูดาห์ ไม่ได้เชื่อฟังฝ่าพระบาท ข้าแต่พระราชา และไม่เชื่อฟังคำประกาศในหนังสือสำคัญซึ่งฝ่าพระบาทลงพระนามไว้ แต่ได้ทูลขอต่อพระของเขาวันละ 3 ครั้ง”
 14เมื่อกษัตริย์ทรงสดับถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็ทรงโทมนัสยิ่งนัก และตั้งพระทัยหาทางช่วยกู้ดาเนียล ทรงพยายามหาทางช่วยจนถึงเวลาดวงอาทิตย์ตก 15แล้วคนเหล่านั้นที่สมรู้ร่วมคิดกันก็พากันมาเข้าเฝ้ากษัตริย์และทูลว่า “ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่ากฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซียที่ประกาศห้ามก็ดี หรือ กฎหมายก็ดี ซึ่งพระราชาทรงประทับตราแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
 16แล้วกษัตริย์ทรงบัญชา ดาเนียลก็ถูกโยนในถ้ำสิงโต กษัตริย์ตรัสแก่ดาเนียลว่า “ขอพระเจ้าของท่านผู้ที่ท่านปรนนิบัติอยู่ตลอดมานั้น ทรงช่วยกู้ท่านเถิด” 17แล้วเขานำศิลาก้อนหนึ่งมาปิดปากถ้ำไว้ กษัตริย์ก็ทรงประทับตราของพระองค์ และตราของบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพระองค์ เพื่อว่าจะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของดาเนียลได้ 18แล้วกษัตริย์ก็เสด็จกลับพระราชวัง ทรงอดอาหารตลอดคืนนั้น ไม่ให้นำสิ่งบันเทิงมาถวายพระองค์ และบรรทมไม่หลับ

ดาเนียลรอดชีวิตจากถ้ำสิงโต

 19พอเช้าตรู่ กษัตริย์ก็ตื่นบรรทม รีบเสด็จไปยังถ้ำสิงโต 20เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ถ้ำที่ดาเนียลอยู่ พระองค์ก็ตรัสเรียกดาเนียลด้วยเสียงโทมนัสว่า “โอ ดาเนียลผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าของท่านซึ่งท่านปรนนิบัติอยู่เนืองนิตย์นั้น ทรงสามารถช่วยกู้ท่านจากสิงโตได้แล้วหรือ?” 21แล้วดาเนียลทูลกษัตริย์ว่า “ข้าแต่พระราชา ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ 22พระเจ้าของข้าพระบาททรงใช้ทูตสวรรค์มาปิดปากสิงโตไว้ มันไม่ได้ทำอันตรายแก่ข้าพระบาท เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า ข้าพระบาทไร้ความผิดต่อพระพักตร์พระองค์ ข้าแต่พระราชา ข้าพระบาทไม่ได้ทำผิดประการใดต่อพระพักตร์ฝ่าพระบาทด้วย” 23ฝ่ายพระราชาก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก และทรงบัญชาให้นำดาเนียลออกมาจากถ้ำ เขาจึงเอาดาเนียลออกจากถ้ำ ไม่ปรากฏว่ามีอันตรายอย่างใดที่ตัวท่านเลย เพราะท่านได้วางใจในพระเจ้าของท่าน 24แล้วกษัตริย์ทรงบัญชาให้นำคนเหล่านั้นที่ใส่ร้ายดาเนียลมาโยนทิ้งในถ้ำสิงโต ทั้งตัวเขา บุตรทั้งหลาย และภรรยาของพวกเขาด้วย ยังไม่ทันตกไปถึงพื้นถ้ำ พวกสิงโตก็ขย้ำพวกเขา และหักกระดูกของเขาทั้งหลายจนแหลก
 25แล้วกษัตริย์ดาริอัสมีพระราชสาสน์ไปถึงชนทุกชาติทุกเผ่าทุกภาษาที่อาศัยอยู่ในพิภพทั้งสิ้นว่า “สันติสุขจงมีแก่ท่านทั้งหลายอย่างทวีคูณ 26เราออกกฤษฎีกาว่า ให้คนทั้งหลายในราชอาณาจักรทั้งหมดของเรากลัวและยำเกรงพระเจ้าของดาเนียล
เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่
 ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์
ราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่ถูกทำลาย
 และการปกครองของพระองค์จะดำรงจนถึงที่สุด
27พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย
 พระองค์ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์
ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ
 พระองค์คือพระผู้ช่วยดาเนียลให้รอด
 จากอำนาจของสิงโต”
28ดังนั้น ดาเนียลผู้นี้จึงได้เจริญก้าวหน้าในรัชสมัยของดาริอัส และในรัชสมัยของไซรัสชาวเปอร์เซีย

อรรถาธิบาย

วางใจพระเจ้า

ดาเนียล​ชื่นชมยินดีในการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า เขาเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมของคนที่มีความไว้วางใจอย่างสุดใจ เขาปฏิเสธที่จะรับของพระราชทานเบลชัสซาร์ (5:17) จงระวังที่จะรับของขวัญจากใครก็ตาม ดาเนียลไม่ต้องการประนีประนอมให้กับตำแหน่งของเขา

บาปของกษัตริย์เบลชัสซาร์ประการแรกคือ ความหยิ่ง (ข้อ 20) พระองค์ไม่ได้ถ่อมพระทัยลง (ข้อ 22) ประการที่สองคือความเห่อเหิม (ข้อ 20) ทรงยกพระองค์ขึ้นสู้กับเจ้านายแห่งสวรรค์ (ข้อ 23) และประการที่สามคือการบูชารูปเคารพ การสรรเสริญเทพเจ้าที่ทำด้วยเงินและทอง (ข้อ 23)

ดาเนียลเป็นแบบอย่างของข้าราชการคริสเตียนที่ยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่สติปัญญาของเขาเหนือกว่าคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นจริง ๆ คือความสัตย์ซื่อของเขา เมื่อพวกเขาเหล่านั้นพยายามค้นหาเหตุฟ้องผิดดาเนียล แต่พวกเขาไม่พบอะไรเลย ‘เขาเป็นแบบอย่างและเป็นคนน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง พวกเขาไม่พบหลักฐานของความประมาทเลินเล่อหรือการประพฤติมิชอบ’ (6:4, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

เราทุกคนอาจไม่โดดเด่นเหมือนดาเนียล (ข้อ 3) แต่เราทุกคนสามารถมี ‘จิตวิญญาณที่ดีเลิศ’ ได้ (ข้อ 3, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล) จงแสวงหาที่จะเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในกิจการงานที่คุณทำ และเป็นคนซื่อสัตย์และรอบคอบ ‘จะหาความพลั้งพลาดหรือการทุจริตในท่านไม่ได้เลย’ (ข้อ 4) จงซื่อสัตย์ในงานของคุณ และที่สำคัญที่สุด คือซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า

ดาเนียลเป็นหนึ่งในสามบุคคลระดับต้น ๆ ของที่นี่และเขามีความรับผิดชอบที่สูง และมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย และเป็นงานที่ต้องใช้เวลานาน แต่กระนั้นเขาก็สามารถหาเวลาอธิษฐานได้สามครั้งต่อวัน

ดาเนียลเคยอาศัยอยู่ในบาบิโลนมาหลายปีแล้ว และท่าทีของเขาต่อการปกครองก็น่าสนใจมาก นั่นคือเขารับผิดชอบต่อการงานอย่างเต็มที่ ปฏิบัติตามบทกฎหมายทั้งหมด ผู้ที่กล่าวหาของเขาต่างรู้เรื่องนี้ พวกเขาตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะโจมตีดาเนียลได้คือการสร้างกฎที่ขัดต่อพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงทำให้การอธิษฐานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (ข้อ 5–7) ดาเนียลไม่ลังเลเลยที่จะปฏิเสธคำสั่งนั้นอย่างเปิดเผย (ข้อ 10)

การพูดคุยกับพระเจ้าเชื่อมโยงกับการวางใจในพระองค์อย่างแยกไม่ออก การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในชีวิตของดาเนียล เขายังคงอธิษฐานเหมือนที่เคยทำมา เขาปฏิเสธที่จะประนีประนอม เขาไม่ได้พยายามซ่อนความจริงที่ว่าเขากำลังอธิษฐาน เขาเปิดหน้าต่างไว้เหมือนที่เคยทำมา เพื่อให้ทุกคนได้เห็น

ดาเนียลถูกโยนลงไปในถ้ำสิงโต เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนเป็นเงาสะท้อนล่วงหน้าถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตของพระเยซู ดังนี้

  • ความอิจฉาริษยานำไปสู่การกล่าวหาเท็จต่อเขา
  • ศัตรูของเขาไม่สามารถหามูลเหตุใด ๆ ในการตั้งข้อหาได้
  • ในที่สุดพวกเขาก็หันไปใช้ข้อกล่าวหาทางความเชื่อ
  • กษัตริย์ที่ทรงไม่เต็มใจและทรงอ่อนแอถูกชักชวนให้ดำเนินการบางอย่างที่พระองค์ไม่ต้องการทำจริง ๆ
  • ความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ของดาเนียลเป็นเงาสะท้อนล่วงหน้าถึงความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู
  • การช่วยเหลือจากพระเจ้าทำให้เห็นถึงการฟื้นคืนชีพ
  • แม้แต่หลุมฝังศพที่ว่างเปล่าก็เป็นเหมือนการบอกล่วงหน้า ‘แล้วเขานำศิลาก้อนหนึ่งมาปิดปากถ้ำไว้ กษัตริย์ก็ทรงประทับตราของพระองค์... พอเช้าตรู่ กษัตริย์ก็ตื่นบรรทม รีบเสด็จไปยังถ้ำสิงโต’ (ข้อ 17, 19)

กุญแจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดคือความเชื่ออย่างสุดใจของดาเนียลในพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้เขาไม่กลัว ว่ากันว่าสิงโตไม่กัดกินดาเนียลแม้แต่น้อย เพราะเขากล้าหาญและเข้มแข็ง! เขาปรนนิบัติพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ (ข้อ 16, 20) และได้รับการยอมรับและถูกระลึกในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ (ข้อ 20) เขาอยู่ในการจัดเตรียมของพระเจ้าในทุกช่วงเวลาของวัน

จงต่อต้านแรงกดดันที่จะทำให้เกิดการประนีประนอมต่อความบาป จงวางใจในพระเจ้า แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะผิดพลาด จงมีความกล้าที่จะแตกต่าง

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เดินต่อไปในความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์ - ได้ขอบพระคุณพระองค์ พูดคุยกับพระองค์ และไว้วางใจในพระองค์

เพิ่มเติมโดยพิพพา

เราต้องการคนเช่นดาเนียลมากขึ้น เพื่อให้คำแนะนำผู้นำของเราในยุคนี้ สิ่งที่น่าประทับใจ คือ ดาเนียลภักดีต่อเนบูคัดเนสซาร์ และดาริอัส แต่เขาไม่ได้ประนีประนอมในความเชื่อของเขา เขาติดตามพระเจ้าเป็นอันดับแรก และเป็นข้าราชการ และที่ปรึกษาเป็นอันดับสอง

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม