วัน 37

สิ่งลึกลับ

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 18:37-42
พันธสัญญาใหม่ มัทธิว 24:32-25:13
พันธสัญญาเดิม โยบ 38:1-40:2

เกริ่นนำ

เมื่อผมได้เผชิญหน้ากับพระเยซูครั้งแรก ผมคิดว่าผมต้องรู้คำตอบตอบสำหรับทุก ๆ คำถามที่เกี่ยวกับความเชื่อให้ได้ อย่างไรก็ตามยิ่งผมศึกษาพระคัมภีร์มากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งตระหนักว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบ มีสิ่งที่เรียกว่าการปฏิเสธความเชื่ออย่างเสริมสร้าง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิเสธความเชื่อในแบบที่พระคัมภีร์อนุญาต

เราอาจรู้คำตอบจริง ๆ สำหรับบางคำถาม แต่บางคำถามสามารถตอบได้ดีที่สุดว่า “ฉันไม่รู้”สิ่งลึกลับทั้งปวงเป็นของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลาย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:29ก)

เราต้องเข้าใจก่อนว่าพระคัมภีร์มีความชัดเจนเกี่ยวกับอะไร อย่าปฏิเสธที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณได้รับการเปิดเผย ในขณะเดียวกันอย่าดันทุรังเชื่อในสิ่งที่พระคัมภีร์ไม่ได้เปิดเผย

เนื้อหาของวันนี้เราจะเห็นตัวอย่างของคำถามใหญ่ ๆ 3 ข้อที่มักถูกถามบ่อย ๆ โดยในการตอบคำถามแต่ละข้อนั้น มีบางสิ่งที่เรารู้ (“สิ่งที่ทรงสำแดง”) และบางสิ่งที่เราไม่รู้ (“สิ่งลึกลับ”)

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 18:37-42

37ข้าพระองค์ไล่ตามพวกศัตรูของข้าพระองค์ทัน
 และไม่หันกลับจนกว่าพวกเขาจะถูกผลาญเสียสิ้น
38ข้าพระองค์ได้แทงพวกเขาทะลุ เขาจึงไม่สามารถลุกขึ้นอีก
 เขาล้มลงที่ใต้เท้าของข้าพระองค์
39เพราะพระองค์ประทานกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อทำสงคราม
 พระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ที่ลุกขึ้นสู้ข้าพระองค์สยบลงอย่างราบคาบ
40พระองค์ทรงทำให้บรรดาศัตรูของข้าพระองค์หันหลังให้ข้าพระองค์
 และบรรดาผู้ที่เกลียดชังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ทำลายเสียสิ้น
41พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยให้รอดได้
 เขาร้องทูลพระยาห์เวห์ แต่พระองค์มิได้ทรงตอบเขา
42ข้าพระองค์จึงทุบเขาแหลกละเอียดอย่างผงคลีต่อหน้าลม
 ข้าพระองค์จึงโยนเขาออกไปเหมือนโคลนตามถนน

อรรถาธิบาย

อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร?

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ชีวิตของผมมีแนวโน้มที่เผชิญกับหายนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพของผม เพราะหากผมมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยมันจะส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรมลงทันที ผมได้รับความช่วยเหลือจากใครบางคนที่ชี้ให้เห็นว่าหายนะนั้นหมายถึงการ “ประเมินอันตรายสูงเกินไปและประเมินความสามารถในการรับมือของคุณต่ำเกินไป”

หายนะนำไปสู่ความกลัวและเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อ ความกลัวบอกว่าคุณจะไม่สามารถรับมือได้ แต่ความเชื่อบอกคุณว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงทราบว่าเมื่อใดที่คุณต้องการกำลังเพื่อรับมือและพระองค์จะประทานทุกสิ่งที่คุณต้องการอย่างทันเวลา พระองค์จะทรงเสริมเรี่ยวแรงกำลังให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

พระเจ้าให้ดาวิดมีชัยชนะเหนือศัตรูทั้งหลาย เมื่อเดวิดมองย้อนกลับไปที่การสู้รบเหล่านั้นเขากล่าวว่า “เพราะพระองค์ประทานกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อทำสงคราม” (ข้อ 39) นี่ไม่ใช่ศัตรูสุดท้ายที่ดาวิดจะต้องเผชิญ การต่อสู้มากมายรอเขาอยู่ข้างหน้า

1. สิ่งที่คุณไม่รู้

เช่นเดียวกับดาวิดสิ่งที่คุณไม่รู้คือจะมีการต่อสู้ใดรออยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตามสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ มันอาจจะไม่มีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะรู้ว่าการต่อสู้ในภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร

2. สิ่งที่คุณรู้

ดังคำกล่าวที่ว่า “เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าใครเป็นผู้กุมอนาคตเราอยู่” สิ่งที่ดาวิดรู้ก็คือที่ผ่านมานั้นพระเจ้าทรง “ประทานกำลังแก่ (เขา)” (ข้อ 39) และทรงกระทำเช่นนั้นในอนาคตเช่นกัน คุณสามารถรู้ได้ว่าพระเจ้าจะประทานกำลังเมื่อคุณต้องการ

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์มั่นใจได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสริมกำลังให้ข้าพระองค์อย่างทันเวลาในการต่อสู้ที่รออยู่ข้างหน้า

พันธสัญญาใหม่

มัทธิว 24:32-25:13

บทเรียนจากต้นมะเดื่อ

 32“จงเรียนอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อใดที่กิ่งของมันเริ่มแตกหน่ออ่อนและออกใบ ท่านทั้งหลายก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้วเป็นช่วงเวลาที่ต้นไม้เริ่มออกใบในปาเลสไตน์เพราะมีฝนตก 33เช่นเดียวกัน เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งหมดนี้แล้วก็ให้รู้ว่า พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว 34เราบอกความจริงกับท่านว่า คนในยุคนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนทุกสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น 35ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่สูญหายไปเลย

ความจำเป็นในการเฝ้าระวังอยู่

 36“แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลาแม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว 37เพราะว่าสมัยของโนอาห์เคยเป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น 38เพราะว่าก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายพากันกินดื่มกัน สมรสกันและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือใหญ่ 39และน้ำท่วมกวาดเอาพวกเขาไปทุกคน โดยไม่ทันรู้ตัวอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น 40เวลานั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา จะถูกรับไปคนหนึ่ง และถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง 41หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ด้วยกัน จะถูกรับไปคนหนึ่ง ถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง 42เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านจะเสด็จมาเวลาไหน 43จงจำไว้ว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาไหน เขาจะเฝ้าระวังอยู่ ไม่ให้บ้านถูกงัดเข้าไปได้ 44เพราะเหตุนี้พวกท่านจงเตรียมพร้อม เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา

บ่าวที่ซื่อสัตย์หรือบ่าวที่ไม่ซื่อสัตย์

 45“ใครเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์และฉลาด ที่นายตั้งไว้เหนือบ่าวอื่นๆ เพื่อแจกอาหารตามเวลา 46เมื่อนายมาพบเขาทำอย่างนั้น บ่าวคนนั้นก็เป็นสุข 47เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลทรัพย์สิ่งของทั้งหมดของท่าน 48แต่ถ้าบ่าวชั่วนั้นคิดในใจของเขาว่า ‘นายของข้ามาช้า’ 49และเริ่มต้นโบยตีเพื่อนบ่าวและกินดื่มอยู่กับพวกขี้เมา 50นายของบ่าวคนนั้น จะมาในวันที่เขาไม่คิด ในชั่วโมงที่ไม่รู้ 51และจะลงโทษเขาอย่างหนัก และจะขับไล่ให้ไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคด ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

มัทธิว 25

อุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน

 1“เวลานั้น แผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคนถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว 2เป็นคนโง่ห้าคน และเป็นคนมีปัญญาห้าคน 3คนโง่เหล่านั้นเอาตะเกียงของตนไปแต่ไม่ได้เอาน้ำมันไปด้วย 4คนที่มีปัญญานั้นเอาน้ำมันใส่ขวดไปกับตะเกียงของตนด้วย 5เมื่อเจ้าบ่าวมาช้า ก็พากันง่วงเหงาและหลับไป 6เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’ 7หญิงพรหมจารีทั้งหมดนั้นก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน 8บรรดาคนโง่ก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันของพวกท่านบ้าง เพราะตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว’ 9พวกที่มีปัญญาจึงตอบว่า ‘น่ากลัวน้ำมันจะไม่พอสำหรับเราและพวกท่าน จงไปหาคนขาย แล้วซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า’ 10ระหว่างที่เขาทั้งหลายออกไปซื้อ เจ้าบ่าวก็มาถึง พวกที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ไปกับท่านในงานสมรส แล้วประตูก็ปิด 11ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกห้าคนก็มาร้องว่า ‘ท่านเจ้าคะ ขอเปิดให้เราด้วย’ 12แต่ท่านตอบว่า ‘เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า เราไม่รู้จักท่าน’ 13เพราะฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะพวกท่านไม่รู้กำหนดวันหรือเวลานั้น

อรรถาธิบาย

เมื่อไหร่พระเยซูจะกลับมา?

พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการกลับเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระองค์ว่ามีบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่คุณควรรู้ และบางสิ่งที่คุณไม่รู้ (“ท่านไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านจะเสด็จมาเวลาไหน แต่จงรู้ไว้ว่า ... “, 24:42–43, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

1.\tสิ่งที่เราไม่รู้

พระเยซูตรัสชัดเจนว่าไม่มีใครรู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเมื่อใด ทรงตรัสว่า “แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลาแม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว” (ข้อ 36) มีคำถามบางอย่างที่แม้แต่พระเยซู (ขณะอยู่บนโลก) ก็ทรงตอบว่า “ไม่มีใครรู้”

ช่างเป็นการเสียเวลาและเสียพลังงานไปมากที่จะคาดเดาเวลาที่แน่นอนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คุณมิอาจรู้ว่าพระเยซูจะกลับมาเมื่อใดเพราะพระคัมภีร์บอกให้คุณ”เฝ้าระวัง” (ข้อ 42) และเตรียมให้พร้อมกับการเสด็จกลับมาของพระองค์ในทุกเมื่อ

2. สิ่งที่คุณรู้

พระเยซูสอนให้เราเรียนรู้จากบทเรียนต้นมะเดื่อ คือเมื่อใดที่กิ่งของมันเริ่มแตกหน่ออ่อนและออกใบ “ท่านทั้งหลายก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว” (24:32) พระเยซูตรัสว่าถ้าเราเห็นสัญญาณแล้ว เรา “ก็รู้” ว่าพระเยซู “ใกล้” จะเสด็จแล้วมา ดังนั้นเราจำเป็นต้อง “เฝ้าระวัง” (ข้อ 42, 25:13) และ “เตรียมพร้อม” (24:44)

เราต่างก็รู้ว่าแม้การมาของพระองค์จะใกล้เข้ามาแล้ว แต่ก็อาจใช้เวลานานพอควรกว่าพระองค์จะเสด็จมา (25: 5) และเราต่างก็รู้เช่นกันว่าพระองค์จะเสด็จมาในโมงยามที่เราต่าง “ไม่คิดไม่ฝัน” (24:44) ไม่ว่าเวลาใดก็ตามการเสด็จมาของพระองค์จะทำให้เราแทบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือให้เราเตรียมพร้อมกับการเสด็จมาของพระองค์ทุกเมื่อ

เพื่อช่วยให้คุณเห็นว่าการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของพระองค์หมายความว่าอย่างไร พระเยซูทรงชี้ให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างบ่าวที่ฉลาดกับบ่าวชั่ว (ข้อ 45-51) บ่าวที่ฉลาดเตรียมพร้อมเสมอสำหรับการกลับมาของนายโดยยังคงซื่อสัตย์ต่อคำสั่งที่นายตั้งไว้และให้เกียรติในวิธีที่เขาปฏิบัติต่อผู้อื่น ส่วนบ่าวชั่วนั้นไม่ซื่อสัตย์ต่อคำสั่งนายและทำลายวิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เปรียบเทียบ ข้อ 47 กับ ข้อ 51) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คุณจะพร้อมสำหรับการกลับมาของพระเยซูก็ต่อเมื่อคุณใช้ชีวิต ด้วยท่าทีที่รักพระเจ้าและรักผู้อื่น

อย่างไรก็ตามภายใต้ความรักที่มีต่อพระเจ้าและความรักที่มีต่อผู้อื่น ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพร้อมรับการเสด็จมาของพระเยซู ในคำอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน เจ้าบ่าวพูดกับหญิงพรหมจารีเหล่านั้นที่หลับไปแล้วและยังไม่พร้อมว่า “เราไม่รู้จักท่าน” (25:12) กุญแจสำคัญของเรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่ “การรับรู้” ที่ต่างกัน คือไม่ใช่สติปัญญาความรอบรู้เเต่เป็นความรู้เกี่ยวกับการตระหนักรู้ตนเอง

ท้ายที่สุดแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้ แต่เกี่ยวกับผู้ที่คุณรู้จัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้าบ่าว ท้ายที่สุดนี่คือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดนั่นคือ การรู้จักพระเยซู (ยอห์น 17:3)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ในท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญคือการที่ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ได้ติดสนิทกับพระองค์มากขึ้นทุกวัน

พันธสัญญาเดิม

โยบ 38:1-40:2

พระยาห์เวห์ทรงตอบโยบ

1แล้วพระยาห์เวห์ทรงตอบโยบจากพายุว่า
2“นี่ผู้ใดหนอที่ให้คำปรึกษามืดมนไปด้วยถ้อยคำอันปราศจากความรู้?
3จงคาดเอวอย่างลูกผู้ชาย
 เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา
4“เจ้าอยู่ที่ไหน เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลก?
 บอกมาเลย ถ้าเจ้ามีความเข้าใจ
5ผู้ใดได้กำหนดขนาดให้โลก? แน่นอนละ เจ้าต้องรู้ซี
 หรือผู้ใดขึงเชือกวัดบนนั้น?
6รากฐานของโลกจมไปอยู่บนอะไร?
 ผู้ใดวางศิลามุมเอกของมัน
7เมื่อเหล่าดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญ
 และบรรดาบุตรพระเจ้าหมายถึง เหล่าทูตสวรรค์โห่ร้องด้วยความชื่นบาน?
8“ผู้ใดเอาประตูปิดทะเล
 เมื่อมันระเบิดออกมาเหมือนออกมาจากครรภ์
9เมื่อเราสร้างเมฆให้เป็นเสื้อ
 และความมืดทึบเป็นผ้าอ้อมของมัน
10แล้วกำหนดเขตให้มัน
 และวางดาลและประตู
11และกล่าวว่า ‘เจ้าไปได้ไกลแค่นี้แหละ
 อย่าเลยไปอีก
 และคลื่นคะนองของเจ้าหยุดเพียงแค่นี้แหละ’?
12“เจ้าหมายถึง โยบได้บังคับบัญชาอรุณตั้งแต่เจ้าเกิดมา
 และเป็นเหตุให้อรุโณทัยรู้จักที่ของมัน
13เพื่อมันจะจับปลายแผ่นดินโลก
 และสลัดคนชั่วออกไปเสียจากโลกหรือ?
14โลกก็เปลี่ยนไปเหมือนดินเหนียวถูกตราประทับ
 และลักษณะต่างๆ เด่นออกมาเหมือนเสื้อผ้า
15แสงสว่างของคนอธรรมถูกยึดไว้จากพวกเขาเอง
 และแขนของเขาที่เงื้อขึ้นก็ถูกหักเสีย
16“เจ้าเข้าไปในตาน้ำแห่งทะเลแล้วหรือ?
 เจ้าเดินลงไปในที่ลึกที่สุดแล้วหรือ?
17ประตูแห่งความตายได้เผยแก่เจ้าแล้วหรือ?
 เจ้าได้เห็นประตูเงามัจจุราชแล้วหรือ?
18เจ้าหยั่งรู้ความกว้างใหญ่ของแผ่นดินโลกหรือ?
 บอกมาเลย ถ้าเจ้ารู้ทั้งหมดนี้
19“ทางไปสู่ที่พำนักของความสว่างอยู่ที่ไหน?
 และสถานที่แห่งความมืดนั้นอยู่ที่ไหน?
20เพื่อเจ้าจะได้พามันไปยังแดนของมัน
 และเพื่อเจ้าจะได้เห็นทางไปบ้านของมัน
21เจ้าคงรู้เพราะเจ้าเกิดมาแล้ว
 อายุของเจ้าก็มากเหลือหลาย
22“เจ้าเข้าไปในคลังหิมะแล้วหรือ?
 เจ้าเห็นคลังลูกเห็บ
23ซึ่งเราสงวนไว้เพื่อเวลายากลำบาก
 เพื่อวันแห่งศึกและสงครามแล้วหรือ?
24ทางที่จะไปสู่ที่ซึ่งความสว่างแจกจ่ายออกไปนั้นอยู่ที่ไหน?
 ที่ซึ่งลมตะวันออกกระจายไปบนแผ่นดินโลกอยู่ที่ไหน?
25“ผู้ใดเซาะช่องให้กระแสฝน
 และทำทางให้ฟ้าผ่า
26ให้นำฝนมาบนแผ่นดินที่ไม่มีคนอยู่
 และบนถิ่นทุรกันดารซึ่งไม่มีมนุษย์ที่นั่น
27เพื่อให้แผ่นดินที่ร้างเปล่าได้อิ่มหนำ
 และทำให้มีพืชผักงอก?
28“ฝนมีพ่อหรือ?
 ผู้ใดทำให้เกิดหยาดน้ำค้าง?
29น้ำแข็งมาจากครรภ์ของผู้ใด?
 ผู้ใดให้กำเนิดแก่น้ำค้างแข็งแห่งฟ้าสวรรค์?
30น้ำกลายเป็นของแข็งเหมือนหิน
 และผิวของที่ลึกก็แข็งตัว
31“เจ้ามัดดาวลูกไก่ให้เป็นกลุ่มได้หรือ?
 เจ้าแก้สายผูกดาวไถได้หรือ?
32เจ้านำดาวนักษัตรออกมาตามฤดูของมันได้หรือ?
 เจ้านำทางให้ดาวจระเข้กับลูกๆ ของมันได้หรือ?
33เจ้ารู้กฎของฟ้าสวรรค์หรือ?
 เจ้าตั้งกฎของมันบนแผ่นดินโลกได้หรือ?
34“เจ้าตะเบ็งเสียงไปถึงเมฆ
 เพื่อน้ำมากมายจะลงมาคลุมเจ้าได้ไหมล่ะ?
35เจ้าส่งสายฟ้าออกไปเพื่อให้มันไป
 และพูดกับเจ้าว่า ‘พวกเราอยู่ที่นี่’ ได้ไหม?
36ผู้ใดให้ปัญญาแก่เมฆ?
 หรือให้ความเข้าใจแก่หมอก?
37ผู้ใดจะนับเมฆด้วยปัญญาได้?
 ผู้ใดจะเอียงถุงน้ำของท้องฟ้าได้
38เมื่อผงคลีแข็งอย่างโลหะหลอม
 เมื่อก้อนดินเกาะกันแน่น?
39“เจ้าล่าเหยื่อให้สิงห์
 หรือให้สิงห์หนุ่มที่หิวได้อิ่ม
40เมื่อมันหมอบอยู่ในถ้ำของมัน
 หรือนอนคอยอยู่ในที่กำบังได้หรือ?
41ผู้ใดจัดหาเหยื่อให้กา
 เมื่อลูกอ่อนของมันร้องต่อพระเจ้า
 และเร่ร่อนไปเพราะขาดอาหาร?

โยบ 39

1“เจ้ารู้ไหมว่าเลียงผาตกลูกเมื่อไร?
 เจ้าเคยเฝ้าดูกวางตัวเมียออกลูกหรือ?
2เจ้านับเดือนที่มันท้องครบได้หรือ?
 และเจ้ารู้เวลาเมื่อมันตกลูกไหม?
3คือเมื่อมันฟุบลงตกลูกของมัน
 แล้วก็คลอดลูกอ่อนของมันออกมา
4พวกลูกอ่อนของมันแข็งแรงขึ้น พวกมันเติบใหญ่ในกลางแจ้ง
 พวกมันออกไป แล้วไม่กลับมาหามันอีก
5“ผู้ใดปล่อยให้ลาป่าวิ่งกระเจิงไป?
 ผู้ใดแก้เชือกที่ผูกลาเปลี่ยว
6ซึ่งเราได้ให้ถิ่นแห้งแล้งเป็นบ้านของมัน
 และให้ดินเค็มเป็นที่อาศัยของมัน?
7มันเย้ยเสียงอึกทึกของเมือง
 มันไม่ได้ยินเสียงตะโกนของผู้ขับขี่
8มันสำรวจภูเขาอันเป็นลานหญ้าของมัน
 และแสวงหาพืชเขียวทุกอย่าง
9“วัวกระทิงยอมรับใช้เจ้าหรือ?
 มันจะนอนค้างคืนอยู่ที่รางหญ้าของเจ้าหรือ?
10เจ้าเอาเชือกผูกวัวกระทิงให้ลากไถได้หรือ?
 มันจะยอมคราดที่ลุ่มตามเจ้าไปหรือ?
11เจ้าจะพึ่งมันเพราะแรงมันมากได้หรือ?
 เจ้าจะมอบงานของเจ้าไว้กับมันหรือ?
12เจ้าไว้ใจว่ามันจะกลับมา
 และนำข้าวของเจ้ามาที่ลานนวดข้าวหรือ?
13“ปีกของนกกระจอกเทศกระพือด้วยความภาคภูมิ
 แต่ปีกและขนของมันเหมือนของนกกระสาดำหรือ?
14เพราะมันละไข่ของมันไว้กับดิน
 ให้ไข่อบอุ่นอยู่ในดิน
15ลืมไปว่าตีนหนึ่งอาจจะเหยียบมันแหลก
 และสัตว์ป่าแห่งท้องทุ่งจะย่ำมัน
16มันรุนแรงต่อลูกอ่อนของมันอย่างกับไม่ใช่ลูกของมัน
 ถึงมันจะเหนื่อยเปล่า มันก็ไม่ไยดี
17เพราะพระเจ้าทรงทำให้มันลืมปัญญา
 และมิได้ทรงให้มันมีความเข้าใจ
18เมื่อมันเร่งตัวเองให้หนี
 มันหัวเราะเยาะม้าและคนขี่
19“เจ้าให้พลังแก่ม้าหรือ?
 เจ้าเอาขนห่มคอของมันหรือ?
20เจ้าทำให้มันกระโดดอย่างตั๊กแตนหรือ?
 เสียงหายใจอันดังของมันน่าสะพรึงกลัว
21มันตะกุยอย่างแรง และเต้นโลดด้วยกำลัง
 มันออกไปปะทะอาวุธ
22มันหัวเราะเยาะความกลัว และไม่ถอยหนี
 มันไม่หันกลับหนีดาบ
23แล่งธนูกวัดแกว่งกระทบมัน
 หอกใหญ่ที่แวบวาบและหอกซัดกระแทกมัน
24มันโกยดินด้วยความดุร้ายและเดือดดาล
 พอได้ยินเสียงเขาสัตว์ มันยืนนิ่งอยู่ต่อไปไม่ได้
25เมื่อเป่าเขาสัตว์ขึ้น มันร้อง ‘ฮีแฮ่’
 มันได้กลิ่นสงครามแต่ไกล
 ทั้งเสียงตะโกนของผู้บังคับบัญชาและเสียงโห่ร้อง
26“โดยสติปัญญาของเจ้าหรือ เหยี่ยวนกเขาโผไปมา
 และกางปีกของมันตรงไปทางทิศใต้?
27ตามบัญชาของเจ้าหรือ นกอินทรีทะยานขึ้น
 และทำรังบนที่สูง?
28มันอยู่ที่หน้าผาและทำรังของมัน
 บนชะโงกผาและบนที่เข้มแข็ง
29มันส่ายหาเหยื่อจากที่นั่น
 ตาของมันเห็นเหยื่อได้แต่ไกล
30ลูกอ่อนของมันกินเลือด
 มีอะไรถูกฆ่าตายที่ไหน มันก็อยู่ที่นั่นแหละ”

โยบ 40

1และพระยาห์เวห์ตรัสกับโยบว่า
2“คนชอบจับผิดจะสู้คดีกับองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หรือ?
 ผู้โต้แย้งกับพระเจ้า ขอให้เขาตอบหน่อยเถอะ”

อรรถาธิบาย

เหตุใดพระเจ้าจึงอนุญาตให้เกิดความทุกข์?

เมื่อเรามาถึงจุดสุงสุดของหนังสือโยบหลังจากที่โยบและเพื่อน ๆ ถามคำถามเกี่ยวกับพระเจ้ามาหลายบท สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปและพระเจ้าก็เริ่มถามคำถามกลับ พระธรรมตอนนี้อาจเรียกว่าเป็น “การทดสอบครั้งสุดท้ายของโยบ” ในกระดาษคำถามของเขานั้นมีคำถามอยู่มากมายที่เขายังไม่อาจรู้คำตอบ

เราจะเห็นว่าคำถามที่มักถามว่า “ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้เกิดความทุกข์” ในคำตอบนั้นมีบางสิ่งที่เรารู้และบางสิ่งที่เราไม่รู้ พระเจ้าทรงติเพื่อน ๆ ของโยบที่พวกเขาใช้ “ถ้อยคำอันปราศจากความรู้” (38:2) แทนที่จะพูดว่า “ฉันไม่รู้” แต่พวกเขากลับพยายามจะอธิบายความทุกข์ของโยบออกมาซึ่งหาได้รู้คำตอบแต่อย่างใด

1.\tสิ่งที่คุณไม่รู้

พระเจ้าถามคำถามเขาถึงสี่สิบเก้าข้อ (ในภาษากวี) เกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งปวงที่โยบหากได้รับโอกาสก็จะตอบว่าเขา “ไม่รู้” คำถามมากมายเริ่มต้นจากคำว่า “เจ้ารู้ ... หรือ?” (ข้อ 33, 39:1–2) ราวกับว่าพระเจ้ากำลังหยั่งเชิงโยบด้วยความรักที่พระองค์มีต่อโยบว่า “แน่นอนละ เจ้าต้องรู้ซี” (38:5) และ “บอกมาเลย ถ้าเจ้ารู้ทั้งหมดนี้... “ (ข้อ 18ข พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล)

ประเด็นของการตั้งคำถามของพระเจ้าคือ การแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่ามีบางสิ่งที่มนุษย์อย่างเราไม่รู้ “สิ่งลึกลับ” นี้เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความทุกข์ นักศาสนศาตร์และนักปรัชญาต่างก็ต่อสู้กับปัญหาความทุกข์ทรมานมานานหลายศตวรรษ แต่ไม่เคยมีใครสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่ายและสมบูรณ์แบบได้เลย

เมื่อเกิดความทุกข์ เรามักไม่สามารถหาสาเหตุได้ พระเจ้าไม่เคยบอกโยบว่าทำไมเขาถึงทุกข์ทรมาน (แม้ว่าเราจะรู้คำตอบบางส่วนตั้งแต่ตอนเริ่มต้น) แต่พระองค์ทรงตรัสว่ามีเหตุผลที่ดี ทรงชี้ให้โยบรู้ว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับสรรพสิ่งเพียงน้อยนิดและทรงตรัสให้เขาวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ

ในหนังสือโยบได้กล่าวไม่มากนักถึง สาเหตุที่พระเจ้ายอมให้เกิดความทุกข์ยาก (theodicy) เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรากฎตัวของพระเจ้าท่ามกลางความทุกข์ทรมาน (theophany) และวิธีที่เราควรตอบสนองต่อความทุกข์ทรมาน

2. สิ่งที่คุณรู้

ในพระธรรมวันพรุ่งนี้เราจะเห็นว่าโยบตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งที่ “ประหลาดเกินกว่าข้าพระองค์จะทราบ” (42:3) พูดอีกอย่างก็คือมีบางสิ่งที่คุณจะไม่อาจรู้ได้ในชีวิตนี้ แต่ในทางกลับกันมีบางสิ่งที่คุณสามารถรู้ได้ว่า “ข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงทำทุกสิ่งได้ และพระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จ” (ข้อ 2)

คุณสามารถรับรู้ได้ว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นคุณจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีสันติสุขและวางใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อผลดีแก่ผู้ที่รักพระองค์ (โรม 8:28)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทราบดีว่าพระองค์ทรงกระทำได้ทุกสิ่งและไม่มีสิ่งใดขัดขวางพระประสงค์ของพระองค์ได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถ่อมตนลงในความล้ำลึกของพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่สามารถรู้ได้ และมั่นใจในสิ่งที่ข้าพระองค์สามารถรับรู้ได้

เพิ่มเติมโดยพิพพา

มัทธิว 24:44

“เพราะเหตุนี้พวกท่านจงเตรียมพร้อม เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา”

ในบางครั้งเมื่อฉันไม่ได้มีธุระอะไรกับใครหรือมีการพบปะใด ๆ ในบ้าน ฉันก็จะใช้เวลาไปเรื่อยเปื่อยและไม่ได้เคลียร์อาหารเช้าและเรื่องยุ่ง ๆ เลย แต่หลังจากนั้นเสียงกริ่งก็ดังขึ้นและมีคนมาเยี่ยมเยียนโดยไม่คาดคิดมาก่อน ฉันพบว่าตัวเองได้โยนข้าวของไปในเครื่องล้างจาน โยนอาหารกลับไปในตู้เย็น ฉันรู้สึกถึงความตื่นตระหนก กลัวจะถูกจับได้ว่าไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรไว้ แต่นั่นจะน่ากลัวกว่ามากแค่ไหนเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ไม่ใช่บ้านที่เป็นระเบียบเรียบร้อยที่พระองค์กำลังมองหา แต่เป็นชีวิตที่เตรียมพร้อมซึ่งจำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม