วัน 93

ทั้งหมดนี้เป็นของคุณ

ปัญญานิพนธ์ สุภาษิต 8:22-31
พันธสัญญาใหม่ ลูกา 9:10-27
พันธสัญญาเดิม กันดารวิถี 33:1-34:29

เกริ่นนำ

เชลซี ฟลาวเวอร์ โชว์ (Chelsea Flower Show) อาจเป็นงานแสดงดอกไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกทวีป

มีการจัดอันดับรางวัลออกเป็นสี่อันดับ ได้แก่ เหรียญทอง เงินชุบทอง เงิน และทองแดง เช่นเดียวกับรางวัลสำหรับการจัดสวนและดอกไม้ นอกจากนี้ยังมีรางวัลอัศวินสำหรับการจัดแสดงพืชผักอีกด้วย

ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินชายคนหนึ่งถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับความจริงที่ว่าเขากำลังจะเกษียณหลังจากได้รับรางวัลเหรียญทองจากพืชผักของเขาติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี และเมื่อถามถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ เขากล่าวว่า ‘ผมมุ่งมั่นไปสู่ความสมบูรณ์แบบ แต่ผมตั้งมั่นไปสู่ความดีเลิศ’

อัครสาวกเปาโลได้กล่าวไว้ว่า ‘กลับสู่สภาพดีดังเดิม’ (2 โครินธ์ 13:11) สิ่งนี้แตกต่างจากการ ‘คลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบ’ มาก ความสมบูรณ์แบบเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่โดดเด่นคือการมุ่งมั่นที่จะปราศจากที่ติใด ๆ นำไปสู่การกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพที่สูงมากเกินไป นักรักความสมบูรณ์แบบมักวิจารณ์ตัวเองมากเกินไป และมักจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับพวกเขา นำไปสู่ความกลัวที่จะล้มเหลว และทำผิดพลาด อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าจากการวิตกกังวล และพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป

คนของพระเจ้าถูกเรียกให้มุ่งมั่นให้ถึงที่สุด (ในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากการหมกมุ่นในความสมบูรณ์แบบมากจนเกินไป) พระเจ้าประทานนิมิตที่ยอดเยี่ยมให้กับประชากรของพระองค์ในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับมรดกอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา ทั้งหมดนี้เป็นของคุณในพระเยซูคริสต์

ปัญญานิพนธ์

สุภาษิต 8:22-31

บทบาทของปัญญาในการทรงสร้าง

22“พระยาห์เวห์ทรงให้กำเนิดข้าพเจ้าแล้ว เมื่อทรงเริ่มงานของพระองค์
 ข้าพเจ้าเป็นสิ่งแรกในพระราชกิจโบราณของพระองค์
23ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว ข้าพเจ้าถูกสถาปนาไว้
 ตั้งแต่แรก ก่อนการเริ่มต้นของแผ่นดินโลก
24เมื่อยังไม่มีมหาสมุทร ข้าพเจ้าถือกำเนิดมาแล้ว
 เมื่อไม่มีน้ำพุที่มีน้ำมากมาย
25ก่อนภูเขาถูกวางราก
 ก่อนเนินเขา ข้าพเจ้าก็ถือกำเนิดมาแล้ว
26ก่อนทรงสร้างแผ่นดินและไร่นา
 ทั้งก่อนผงคลีแรกของพิภพ
27เมื่อทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์ ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นแล้ว
 เมื่อทรงลากเส้นรอบวงบนพื้นมหาสมุทร
28เมื่อทรงทำให้ฟ้าเบื้องบนมั่นคง
 เมื่อทรงสถาปนาน้ำพุของที่ลึก
29เมื่อทรงกำหนดขอบเขตให้ทะเล
 เพื่อว่าน้ำจะไม่ละเมิดพระบัญชาของพระองค์
 เมื่อทรงปักรากฐานของแผ่นดินโลก
30ข้าพเจ้าก็อยู่ข้างพระองค์แล้วเหมือนอย่างนายช่าง
 ข้าพเจ้าเป็นความปีติยินดีประจำวันของพระองค์
 เปรมปรีดิ์อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ทุกเวลา
31เปรมปรีดิ์ในพิภพของพระองค์
 และปีติยินดีในมนุษย์ทั้งหลาย

อรรถาธิบาย

มุ่งมั่นที่จะเต็มล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี

พระเยซูต้องการให้คุณเต็มล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี พระองค์ต้องการให้คุณมีประสบการณ์กับความชื่นชม ยินดีอย่างเต็มเปี่ยม พระองค์ตรัสว่า ‘เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม’ (ยอห์น 15:11)

คำอธิบายที่เฉพาะเจาะจงถึงสติปัญญาในเนื้อหาของวันนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงวิธีที่พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กล่าวถึงองค์พระเยซูคริสต์ ‘ในปฐมกาลพระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้า’ (ยอห์น 1:2) (เทียบกับสุภาษิต 8:23,30)

สติปัญญานั้นปรากฏเด่นชัดว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี ‘วันแล้ววันเล่าข้าพเจ้าก็อยู่ข้างพระองค์ ด้วยความชื่นชมยินดี เปรมปรีดิ์อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เปรมปรีดิ์ในสรรพสิ่งทั้งปวงและปีติยินดี ในมนุษย์ทั้งหลาย’ (สุภาษิต 8:30ข–31, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ความชื่นชมยินดีนี้ช่างเปี่ยมล้นไปด้วย ‘ความปีติยินดี’ (ข้อ 30) ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็น ‘ประจำวัน’ (ข้อ 30) แล้วความชื่นชมยินดีนี้มาจากไหน?

ประการแรก มาจากการทรงสถิตของพระเจ้า (‘เฉพาะพระพักตร์พระองค์’ ข้อ 30) ประการที่สองมาจาก ความสัมพันธ์กับผู้อื่น (‘มนุษย์ทั้งหลาย’, ข้อ31, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) ประการที่สามมาจากการทรงสร้างของพระเจ้า (‘สรรพสิ่งทั้งปวง’ ข้อ 31, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) พระเจ้าทรงประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างครบบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชมยินดี (1 ทิโมธี 6:17) และทั้งหมดนี้เป็นของคุณในพระเยซูคริสต์

ความชื่นชมยินดีที่องค์พระเยซูทรงมีประสบการณ์ในสัมพันธภาพกับพระเจ้าพระบิดาทำให้พระองค์ได้รับการเสริมกำลังพระองค์ในโลกนี้ ให้เรา ‘จับตามองที่พระเยซู ... พระองค์ทรงสู้ทนต่อกางเขน เพื่อความยินดีที่อยู่ต่อ หน้าพระองค์’ (ฮีบรู 12:2–3) พระเยซูทรงสอนให้เรามุ่งหวังให้สูง ไม่ใช่เพียงแค่ ‘ลงมือทำ’ แต่บากบั่นต่อ ความทุกข์ยากและแสวงหาความชื่นชมยินดีจากการทรงสถิตของพระเจ้า

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงต้องการให้ความความชื่นชมยินดีของพระองค์อยู่ในตัวข้าพระองค์และ เพื่อความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์จะเต็มล้นบริบูรณ์ โปรดเมตตาที่ข้าพระองค์จะไม่จดจ่อต่อสิ่งอื่นใดที่ด้อย คุณค่าเมื่อเทียบกับพระองค์

พันธสัญญาใหม่

ลูกา 9:10-27

การทรงเลี้ยงคนห้าพันคน

 10เมื่อบรรดาอัครทูตกลับมาแล้ว พวกเขาทูลพระเยซูถึงสิ่งที่ได้ทำนั้น พระองค์จึงพาเขาออกไปตามลำพังใกล้เมืองที่เรียกว่าเบธไซดา 11แต่เมื่อฝูงชนรู้แล้วจึงตามพระองค์ไป พระองค์ทรงต้อนรับพวกเขา ตรัสสั่งสอนถึงแผ่นดินของพระเจ้า และทุกคนที่ต้องการหายโรคพระองค์ก็ทรงรักษา 12เมื่อกำลังจะใกล้ค่ำ สาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า “ขอส่งฝูงชนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่แถวนี้เพื่อหาที่พักและอาหาร เพราะที่ที่เราอยู่นี้เป็นที่เปลี่ยว” 13แต่พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” เขาทูลว่า “เราไม่มีอะไรมาก มีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว นอกเสียจากจะไปหาซื้ออาหารให้ประชาชนทั้งหมดนี้” 14เพราะมีผู้ชายอยู่ที่นั่นประมาณห้าพันคน พระองค์จึงสั่งพวกสาวกของพระองค์ว่า “จงให้พวกเขานั่งลงเป็นหมู่ๆ หมู่ละประมาณห้าสิบคน” 15สาวกก็ทำตาม คือให้ทุกคนนั่งลง 16เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ขอพระพร แล้วทรงหักส่งให้พวกสาวกเอาไปแจกจ่ายฝูงชน 17พวกเขาก็ได้กินอิ่มกันทุกคน แล้วพวกสาวกยังเก็บเศษอาหารที่เหลือนั้นได้ถึงสิบสองตะกร้า

คำประกาศยอมรับของเปโตรเกี่ยวกับพระเยซู

 18ขณะที่พระองค์กำลังอธิษฐานอยู่ตามลำพังโดยมีสาวกทั้งหลายอยู่ใกล้ๆ พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “คนทั้งหลายพูดกันว่าเราเป็นใคร?” 19พวกเขาทูลตอบว่า “เป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์ ส่วนคนอื่นๆ ก็ว่าเป็นหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะโบราณที่กลับเป็นขึ้นมา” 20พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “แล้วพวกท่านเองคิดว่าเราเป็นใคร?” เปโตรทูลตอบว่า “เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า”

พระเยซูทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระองค์

 21พระองค์จึงกำชับสั่งพวกเขาไม่ให้บอกใครเรื่องนี้ 22และตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง พวกผู้ใหญ่ พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จะปฏิเสธท่าน และในที่สุดท่านจะต้องถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สาม พระเจ้าจะทรงให้ท่านเป็นขึ้นมาใหม่”
 23พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาทุกคนว่า “ถ้าใครต้องการจะมาติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกทุกวันและตามเรามา 24เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด 25เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ทำลายหรือสูญเสียตัวเองไป 26ถ้าใครมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเรา บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะคนนั้นเมื่อท่านมาด้วยพระรัศมีของท่าน และของพระบิดา และรัศมีของเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์ 27แต่เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า มีบางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะยังไม่พบความตายภาษากรีกแปลตรงตัวว่า ลิ้มรสความตายจนกว่าจะได้เห็นแผ่นดินของพระเจ้า”

อรรถาธิบาย

มุ่งมั่นที่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

พระเยซูเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมที่สุดของความรัก แม้แต่โลกนี้ก็ตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ นิตยสารไทม์ กล่าวว่า ‘พระเยซู เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตะวันตกในเรื่องความบริสุทธิ์ ความไม่เห็นแก่ตัวและความรัก

พระเยซูรักคุณ พระองค์ใส่ใจต่อความต้องการทางร่างกายของคุณ แทนที่จะส่งฝูงชนออกไปอย่างหิวโหย เพื่อหาอาหารกินเอง พระองค์กลับให้เหล่าสาวกเลี้ยงอาหารพวกเขาอย่างน่าอัศจรรย์

เรากลับมาดูอีกครั้งในการอัศจรรย์ที่ (นอกเหนือจากการฟื้นคืนพระชนม์) ในการเลี้ยงอาหารคนห้าพันคน ที่ถูกบันทึกไว้ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราได้รับการย้ำเตือนว่าพระเยซูสามารถกระทำกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามอบให้พระองค์ได้มากเพียงใด และย้ำเตือนเกี่ยวกับความจริงที่ว่าพระเยซูทรงนำเราเข้ามาอยู่ในการอัศจรรย์ของพระองค์ นี่เป็นสิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่และทั้งหมดนี้เป็นของคุณโดยผ่านทางพระเยซู

เหล่าสาวกเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วพระเยซูคือใครเมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ‘“แล้วพวกท่านเองคิดว่าเราเป็นใคร?”’ เปโตรทูลตอบว่า ‘“เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า”’ (ข้อ 20) พระเยซูเริ่มอธิบายให้เหล่าสาวกฟังเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (การสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) และการฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงท้าทายเหล่าสาวก ให้ตั้งเป้าหมายให้สูง พระองค์ทรงเรียกให้คุณตั้งเป้าหมายไปที่สามสิ่งต่อไปนี้อันประกอบด้วยความรักต่อผู้อื่น และความรักต่อพระเยซู

  1. อย่าทำบาป ความบาปเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรัก ตรงกลางคำว่า SIN (ความบาป) คือตัวอักษร ‘I’ พระเยซูตรัสว่า ‘ถ้าใครต้องการจะมาติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง’ (ข้อ 23) พระเจ้าอาจท้าทายให้คุณเสียสละบางอย่างในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่เราทุกคน ต้องยอมคือการไม่ทำบาป

ในทุก ๆ วัน ความท้าทายของความรักจำเป็นต้องมีการปฏิเสธตนเอง เล็ก ๆ น้อย ๆ

  1. อย่าเห็นแก่ตนเอง พระเยซูตรัสว่า ‘ถ้าใครต้องการจะมาติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบก ทุกวันและตามเรามา เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิต เพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด’ (ข้อ 23–24)

พระเยซูทรงเรียกเราให้ ‘มา ... และตาย’ ไม้กางเขนในวันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง แต่อย่างไร ก็ตามมันเคยเป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด ความอัปยศ ความอับอายและความตายในท้ายที่สุด

พระเยซูตรัสว่าถ้าคุณใช้ชีวิตด้วยความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตนเอง แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่ ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลและ ‘ได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก’ ก็ตาม (ข้อ 25) แต่นั่นจะไม่ส่งผลดี ต่อชีวิตคุณเลย วิธีที่จะพบชีวิตที่บริบูรณ์คือการปฏิเสธชีวิตของคุณเพื่อความรักของพระเยซูและผู้อื่น รับกางเขนของคุณแบกทุกวันและตามพระองค์ไป (ข้อ 23)

การเต็มใจสละชีวิตคือการแสดงความรักขั้นสูงสุด นี่คือแบบอย่างที่พระเยซูตั้งไว้เป็นอันดับแรก พระองค์เรียกคุณและผมให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ ‘ยึดมั่นอย่างมั่นคงในเรา ดำเนินตามแบบ อย่างของเราอย่างครบถ้วนในการดำรงชีวิตและการตาย’ (ข้อ 23, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล)

  1. อย่าปกปิด พระเยซูตรัสว่า ‘ถ้าใครมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเรา บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะ คนนั้นเมื่อท่านมาด้วยพระรัศมีของท่าน และของพระบิดา และรัศมีของเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์’ (ข้อ 26)

ถ้าคุณรักพระเยซูอย่าอับอายต่อพระองค์ บางครั้งการนำพระนามของพระองค์มาทับบนริมฝีปาก ของเราก็เป็นเรื่องท้าทาย อย่าละอายใจกับคำสอนของพระองค์ (‘พระวจนะ’) ถ้าคุณต้องการให้พระเยซูภูมิใจในตัวคุณ คุณต้องภูมิใจในตัวของพระองค์ ถ้าคุณรักผู้คน แน่นอนคุณต้องปรารถนาให้ทุกคนรู้เกี่ยวกับพระเยซู

เมื่อพูดถึงตัวเอง ผมรู้ว่าผมอ่อนแอด้านนี้มากแค่ไหน แต่ความจริงที่ว่าชีวิตของเราอยู่ห่างไกลความสมบูรณ์แบบมากนั้น ไม่ควรหยุดเราต่อความมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ให้มุ่งมั่นให้ถึงที่สุด โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะปฏิเสธตัวเอง และแบกกางเขนตามพระองค์ไป ขอให้ข้าพระองค์ไม่ละอายต่อพระองค์หรือพระวจนะของพระองค์ แต่ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์อย่างกล้าหาญเพื่อเราทุกคน

พันธสัญญาเดิม

กันดารวิถี 33:1-34:29

ระยะการเดินทางของคนอิสราเอลเมื่อออกจากอียิปต์

 1ต่อไปนี้เป็นระยะต่างๆ ในการเดินทางของคนอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายออกจากแผ่นดินอียิปต์เป็นหมวดหมู่ภายใต้การนำของโมเสสและอาโรน 2โมเสสบันทึกชื่อสถานที่ที่พวกเขาออกเดินทางทีละระยะตามพระบัญชาของพระยาห์เวห์ ต่อไปนี้เป็นระยะในการเดินทางที่แบ่งตามสถานที่ที่พวกเขาออกเดินทาง 3เขาทั้งหลายออกเดินทางจากราเมเสสในเดือนแรก คือในวันที่สิบห้าของเดือนแรกนั้น หลังวันปัสกาหนึ่งวัน คนอิสราเอลออกมาอย่างอาจหาญต่อหน้าต่อตาชาวอียิปต์ทั้งหมด 4เวลานั้นชาวอียิปต์กำลังฝังศพบรรดาบุตรหัวปีของตน ซึ่งถูกพระยาห์เวห์ทรงประหารท่ามกลางพวกเขา พระยาห์เวห์ทรงลงโทษพวกเทพเจ้าของเขาทั้งหลายด้วย
 5ดังนั้นคนอิสราเอลจึงออกเดินทางจากราเมเสส แล้วมาตั้งค่ายพักที่สุคคท
 6และออกเดินทางจากสุคคท แล้วมาตั้งค่ายพักที่เอธามซึ่งอยู่ชายแดนถิ่นทุรกันดาร
 7และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากเอธาม แต่กลับไปยังปิหะหิโรทที่อยู่ทางทิศตะวันออกของบาอัลเซโฟน แล้วมาตั้งค่ายพักที่หน้ามิกดล
 8และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากหน้าปิหะหิโรท และเดินฝ่ากลางทะเลเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร และเดินตามทางในถิ่นทุรกันดารเอธามเป็นเวลาสามวัน แล้วมาตั้งค่ายพักที่มาราห์
 9และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากมาราห์มาถึงเอลิม ที่เอลิมมีน้ำพุ 12 แห่งและต้นอินทผลัม 70 ต้น เขาจึงมาตั้งค่ายพักที่นั่น
 10และเขาทั้งหลายออกเดินจากเอลิมแล้วมาตั้งค่ายพักที่ทะเลแดงทะเลแดง
 11และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากทะเลแดง แล้วมาตั้งค่ายพักอยู่ในถิ่นทุรกันดารสิน
 12และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากถิ่นทุรกันดารสิน แล้วมาตั้งค่ายพักที่โดฟคาห์
 13และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากโดฟคาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่อาลูช
 14และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากอาลูช แล้วมาตั้งค่ายพักที่เรฟีดิม (ที่นั่นไม่มีน้ำให้ประชาชนดื่ม)
 15และเขาทั้งหลายออกเดินจากเรฟีดิม แล้วมาตั้งค่ายพักในถิ่นทุรกันดารซีนาย
 16และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากถิ่นทุรกันดารซีนาย แล้วมาตั้งค่ายพักที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
 17และเขาทั้งหลายออกเดินจากขิบโรทหัทธาอาวาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ฮาเซโรท
 18และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากฮาเซโรท แล้วมาตั้งค่ายพักที่ริทมาห์
 19และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากริทมาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ริมโมนเปเรศ
 20และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากริมโมนเปเรศ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ลิบนาห์
 21และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากลิบนาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ริสสาห์
 22และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากริสสาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่เคเฮลาธาห์
 23และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากเคเฮลาธาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ภูเขาเชเฟอร์
 24และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากภูเขาเชเฟอร์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ฮาราดาห์
 25และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากฮาราดาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่มักเฮโลท
 26และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากมักเฮโลท แล้วมาตั้งค่ายพักที่ทาหัท
 27และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากทาหัท แล้วมาตั้งค่ายพักที่เท-ราห์
 28และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากเท-ราห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่มิทคาห์
 29และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากมิทคาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ฮัชโมนาห์
 30และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากฮัชโมนาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่โมเสโรท
 31และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากโมเสโรท แล้วมาตั้งค่ายพักที่เบเนยาอะคัน
 32และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากเบเนยาอะคัน แล้วมาตั้งค่ายพักที่โฮร์ฮักกีดกาด
 33และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากโฮร์ฮักกีดกาด แล้วมาตั้งค่ายพักที่โยทบาธาห์
 34และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากโยทบาธาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่อับโรนาห์
 35และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากอับโรนาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่เอซิโอนเกเบอร์
 36และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากเอซิโอนเกเบอร์ แล้วมาตั้งค่ายพักในถิ่นทุรกันดารศิน (คือคาเดช)
 37และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากคาเดช แล้วมาตั้งค่ายพักที่ภูเขาโฮร์ ริมแผ่นดินเอโดม
 38และอาโรนปุโรหิตขึ้นไปยังภูเขาโฮร์ตามพระบัญชาของพระยาห์เวห์และสิ้นชีวิตที่นั่น ในวันที่หนึ่งเดือนที่ห้าปีที่สี่สิบนับตั้งแต่วันที่คนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ 39เมื่ออาโรนสิ้นชีวิตที่ภูเขาโฮร์นั้น เขามีอายุ 123 ปี
 40กษัตริย์เมืองอาราดชาวคานาอัน ผู้ซึ่งอาศัยที่เนเกบในแผ่นดินคานาอันได้ยินข่าวว่าคนอิสราเอลยกมา
 41และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากภูเขาโฮร์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ศัลโมนาห์
 42และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากศัลโมนาห์ แล้วมาตั้งค่ายพักที่ปูโนน
 43และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากปูโนน แล้วมาตั้งค่ายพักที่โอโบท
 44และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากโอโบท แล้วมาตั้งค่ายพักที่อิเยอาบาริมในดินแดนโมอับ
 45และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากไอยิม แล้วมาตั้งค่ายพักที่ดีโบนกาด
 46และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากดีโบนกาด แล้วมาตั้งค่ายพักที่อัลโมนดิบลาธาอิม
 47และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากอัลโมนดิบลาธาอิม แล้วมาตั้งค่ายพักในภูเขาอาบาริมที่หน้าเนโบ
 48และเขาทั้งหลายออกเดินทางจากภูเขาอาบาริมแล้วมาตั้งค่ายพัก ณ ที่ราบโมอับริมแม่น้ำจอร์แดนตรงข้ามเมืองเยรีโค
 49พวกเขาตั้งค่ายพักอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนตั้งแต่เบธเยชิโมทไกลไปจนถึงอาเบลชิทธิม ณ ที่ราบโมอับ

คำสั่งเกี่ยวกับการยึดดินแดนคานาอัน

 50และพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสส ณ ที่ราบโมอับริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนตรงข้ามเมืองเยรีโคว่า 51“จงกล่าวกับคนอิสราเอลว่า เมื่อพวกเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน 52จงขับไล่ชาวเมืองนั้นออกไปให้หมดต่อหน้าพวกเจ้า และทำลายรูปเคารพแบบแกะสลักของเขาให้หมด ทำลายรูปปั้นแบบหล่อของเขาให้หมด และทำลายบรรดาปูชนียสถานสูงของเขาทุกแห่ง 53และเจ้าทั้งหลายจงยึดครองแผ่นดิน แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้น เพราะเราได้ให้แผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเจ้า 54เจ้าทั้งหลายจงแบ่งมรดกที่ดินนั้นด้วยฉลากตามตระกูลของเจ้า เผ่าใหญ่เจ้าจงให้มรดกก้อนใหญ่ เผ่าเล็กเจ้าจงให้มรดกก้อนเล็ก ที่ดินผืนไหนที่ฉลากตกกับใคร ก็ให้เป็นของคนนั้น เจ้าจงรับมรดกตามเผ่าของบรรพบุรุษของพวกเจ้า 55ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ขับไล่ชาวแผ่นดินนั้นออกไปให้พ้นหน้าเจ้า พวกที่เจ้าให้เหลืออยู่นั้นก็จะเป็นเหมือนผงในตาของเจ้า และจะเป็นเหมือนหนามยอกอกของเจ้า และเขาทั้งหลายจะรังควานพวกเจ้าในแผ่นดินที่เจ้าเข้าไปอาศัยอยู่นั้น 56และเราจะทำกับพวกเจ้า เหมือนดังที่เราคิดจะทำกับเขาทั้งหลาย”

กันดารวิถี 34

อาณาเขตของแผ่นดิน

 1พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า 2“จงบัญชาคนอิสราเอลและกล่าวกับพวกเขาว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน (แผ่นดินนี้จะตกเป็นมรดกของพวกเจ้า) อาณาเขตของแผ่นดินคานาอันทั้งหมดคือ 3บริเวณทางใต้ของเจ้าเริ่มจากถิ่นทุรกันดารศินไปตามด้านข้างของเอโดม อาณาเขตด้านใต้ของเจ้านั้นจะเริ่มจากปลายทะเลตายทางด้านตะวันออก 4และอาณาเขตของเจ้าจะเลี้ยวไปทางใต้ตรงเนินสูงอาครับบิมข้ามไปยังถิ่นทุรกันดารศินลงไปยังทางใต้สุดคือที่คาเดชบารเนีย และเลยไปถึงฮาซาอัดดาร์ แล้วผ่านเรื่อยไปถึงอัสโมน 5และอาณาเขตจะเลี้ยวจากอัสโมนไปยังลำธารอียิปต์แล้วไปสิ้นสุดที่ทะเล
 6“อาณาเขตด้านตะวันตกเจ้าจะเป็นทะเลใหญ่คือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและฝั่งทะเลนั้น นี่คืออาณาเขตด้านตะวันตกของเจ้า
 7“และนี่จะเป็นอาณาเขตด้านเหนือของเจ้า คือ เจ้าจงขีดเครื่องหมายจากทะเลใหญ่เรื่อยไปถึงภูเขาโฮร์ 8จากภูเขาโฮร์เจ้าจงขีดเครื่องหมายเรื่อยไปจนถึงทางเข้าเมืองฮามัท และสุดปลายของอาณาเขตด้านนี้คือเศดัด 9แล้วอาณาเขตจะลงไปที่ศิโฟรน ไปสิ้นสุดที่ฮาซาเอนัน นี่คืออาณาเขตด้านเหนือของเจ้า 10“เจ้าจงทำเครื่องหมายอาณาเขตด้านตะวันออกของเจ้าจากฮาซาเอนันถึงเชฟาม 11และอาณาเขตจะลงมาจากเชฟามถึงริบลาห์ทางตะวันออกของเมืองอายิน จากนั้นอาณาเขตจะลงมาถึงไหล่ทะเลคินเนเรทคือทะเลสาบกาลิลีทางด้านตะวันออก 12และอาณาเขตจะลงมาถึงแม่น้ำจอร์แดนไปสิ้นสุดที่ทะเลตาย นี่คืออาณาเขตโดยรอบของแผ่นดินของเจ้า”
 13โมเสสบัญชาคนอิสราเอลกล่าวว่า “นี่เป็นแผ่นดินที่เจ้าทั้งหลายจะจับฉลากรับเป็นมรดก ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงบัญชาให้มอบแก่เก้าเผ่ากับอีกครึ่งเผ่า 14เพราะว่าคนเผ่ารูเบนตามสกุล คนเผ่ากาดตามสกุล และคนเผ่ามนัสเสห์ครึ่งเผ่าได้รับมรดกของพวกเขาแล้ว 15ทั้งสองเผ่าและครึ่งเผ่านั้นได้รับมรดกของเขาทั้งหลายที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตรงข้ามเมืองเยรีโค คือด้านตะวันออกทางดวงอาทิตย์ขึ้น”

ผู้นำต่างๆ

 16พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า 17“ต่อไปนี้เป็นชื่อบุคคลที่จะแบ่งดินแดนแก่เจ้าทั้งหลายให้เป็นมรดก คือเอเลอาซาร์ปุโรหิต และโยชูวาบุตรนูน 18เจ้าจงนำผู้นำจากทุกเผ่าเผ่าละหนึ่งคนไปแบ่งดินแดนเพื่อเป็นมรดก 19ต่อไปนี้เป็นชื่อของคนเหล่านั้น คือคาเลบบุตรเยฟุนเนห์จากเผ่ายูดาห์
 20ซามูเอลบุตรอัมมีฮูดจากคนเผ่าสิเมโอน
 21เอลีดาดบุตรคิสโลนจากเผ่าเบนยามิน
 22บุคคีบุตรโยกลี ผู้นำจากคนเผ่าดาน
 23จากพงศ์พันธุ์ของโยเซฟคือ ฮันนีเอลบุตรเอโฟด ผู้นำจากคนเผ่ามนัสเสห์
 24และ เคมูเอลบุตรชิฟทาน ผู้นำจากคนเผ่าเอฟราอิม
 25เอลีซาฟานบุตรปารนาค ผู้นำจากคนเผ่าเศบูลุน
 26ปัลทีเอลบุตรอัสซาน ผู้นำจากคนเผ่าอิสสาคาร์
 27อาหิฮูดบุตรเชโลมี ผู้นำจากคนเผ่าอาเชอร์
 28เปดาเฮลบุตรอัมมีฮูด ผู้นำจากคนเผ่านัฟทาลี”
 29คนเหล่านี้เป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาให้แบ่งมรดกแก่คนอิสราเอลในแผ่นดินคานาอัน

อรรถาธิบาย

มุ่งมั่นที่จะเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

คุณมีมรดกที่น่าทึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นของคุณในองค์พระเยซูคริสต์ เนื้อหานี้อธิบายถึงมรดกที่พระเจ้ามอบให้กับประชากรของพระองค์ (34:29) แม้ว่าพวกเขาจะออกเดินทางอย่าง ‘อาจหาญ’ (33:3) แต่พวกเขาก็ ท่องไปในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีแล้ว (ข้อ 38) พวกเขาไม่ได้รู้สึกชื่นชมยินดีกับมรดกของพวกเขาเท่าไหร่

อาจารย์เปาโลเทศนาในหนังสือกิจการอธิบายว่าพระเจ้าประทานแผ่นดินของพระองค์ให้เป็นมรดกแก่ประชาชน (กิจการ 13:17–20) ท่านกล่าวต่อไปว่า ‘เรานำข่าวประเสริฐนี้มาแจ้งกับท่านทั้งหลายว่า พระสัญญาที่ประทานแก่บรรดาบรรพบุรุษของเรานั้น พระเจ้าทรงให้สำเร็จตามนั้นเพื่อเรา โดยการที่พระองค์ทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมา’ (ข้อ 32–33) นี่เป็นมรดกของคุณ

พระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงมอบแผ่นดินคานาอันให้กับประชาชนของพระองค์นั้นเป็นมากกว่าทรัพย์สินมีค่าทั่วไป แต่นั่นเป็นพระสัญญาแห่งความรุ่งเรือง ในขณะที่ประชาชนของพระเจ้ามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ภายใต้ความปลอดภัยของการช่วยกู้ของพระเจ้าในสถานที่ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ สิ่งนี้เองได้เล็งไปถึงแนวคิด ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เกี่ยวกับ ‘แผ่นดินของพระเจ้า’ ซึ่งเป็นขอบเขตของการทรงสถิตและ การครอบครองของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่สำเร็จเป็นจริงแล้วในพระเยซูคริสต์และตอนนี้ก็เป็นของคุณแล้ว

ในพระคริสต์ มรดกของคุณคือ ‘มรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา’ (ฮีบรู 9:15) เป็น ‘มรดกซึ่งไม่เสื่อมสลายและ ไร้มลทินและไม่ร่วงโรย ซึ่งได้เก็บรักษาไว้ในสวรรค์แล้วเพื่อพวกท่าน’ (1 เปโตร 1:4)

คุณไม่เพียงแต่มีมรดกนี้รอคอยในอนาคตเท่านั้น แต่คุณสามารถมีประสบการณ์กับมรดกนี้ได้ในตอนนี้ เมื่อเรา ‘วางใจในพระองค์แล้ว พวกท่านก็ได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามที่ทรงสัญญาไว้ พระวิญญาณนั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา’ (เอเฟซัส 1:13–14)

ในภาษากรีกคำว่า deposit (arabone) เป็นคำที่หมายถึง ‘มัดจำ’ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ คุณสามารถมีประสบการณ์กับมรดกผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ที่นี่และตอนนี้ เมื่อคุณดำเนินชีวิตในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชีวิตของคุณก็จะเกิดผลของพระวิญญาณอันได้แก่ ‘ความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน’ (กาลาเทีย 5:22) อย่าจัดวางสิ่งที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง แต่จงมุ่งมั่นที่จะเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และรับเอามรดกของคุณเอง

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะขจัดซึ่งความบาปเพื่อที่ข้าพระองค์ ทั้งหลายจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาเป็น ‘ผงในตา (ของเรา) และจะเป็นเหมือนหนามยอกอก (ของเรา)’ (กันดารวิถี 33:55) โปรดเมตตาข้าพระองค์ให้มุ่งมั่นให้ถึงที่สุด เพื่อรับเอามรดกและเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

เพิ่มเติมโดยพิพพา

กันดารวิถี 33:6–48

ชาวอิสราเอลออกเดินทางกันอยู่ตลอดเวลา ฉันกำลังนำพระธรรมตอนนี้ออกจากบริบท แต่มันทำให้ฉันนึกถึงค่ายโฟกัส ค่ายวันหยุดประจำปีของคริสตจักรเราที่มีผู้คนกว่า 7,000 คนมาเข้าร่วม สิ่งที่ดีคือเมื่อ เรามาถึง ซัมเมอร์เลย์ เอสเต็ท (Somerley Estate) ในเดือนกรกฎาคมและเริ่มกางเต็นท์ พวกเราก็ปักหลัก กันที่นั่นทันทีโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายไหน ‘ยึดครองแผ่นดิน แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้น เพราะเราได้ให้แผ่นดิน นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเจ้า’ (ข้อ 53) (ในกรณีของเราใช้เวลาเพียง 6 วัน) ‘แบ่งมรดกที่ดินนั้นด้วยฉลากตาม ตระกูลของเจ้า เผ่าใหญ่เจ้าจงให้มรดกก้อนใหญ่ เผ่าเล็กเจ้าจงให้มรดกก้อนเล็ก’ (ข้อ 54) เรามีคริสตจักรใหม่กำลังเกิดขึ้นมากมาย แต่ละแห่งจะมีพื้นที่เป็นของตัวเอง และถ้าประชากรของพระเจ้าอยู่ในเต็นท์ได้สี่สิบปี เราก็น่าจะจัดการได้หนึ่งสัปดาห์ มาเลย! มันจะเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม