วัน 186

การต่อต้านกลายเป็นโอกาส

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 80:1-7
พันธสัญญาใหม่ กิจการอัครทูต 23:12-35
พันธสัญญาเดิม 2 พงศ์กษัตริย์ 8:16-9:37

เกริ่นนำ

สตีเฟ่น ลังกู มาที่บ้านของเราและเล่าเรื่องราวของเขาให้ผมฟัง เขาเป็นลูกชายคนโตที่เกิดตอนคุณแม่ยังเป็นวัยรุ่นจากเมืองหนึ่งในซิมบับเว แม่ของเขาจำเป็นต้องแต่งงานกับชายที่อายุมากกว่าเธอถึงยี่สิบปี นี่ทำให้เธอเผชิญความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงจัดการกับปัญหาของตัวเองด้วยการดื่มสุราอย่างหนัก

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ สตีเฟ่นอายุได้สามขวบ คุณแม่ของเขาพาเขา น้องชาย และน้องสาวของเขาเข้าไปในเมือง คุณแม่ของสตีเฟ่นบอกว่าเธอจะต้องไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ปล่อยให้เขาอุ้มน้องสาวของเขาไว้ที่จัตุรัสกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน ขณะที่จอห์น น้องชายของเขาเล่นอยู่ที่พื้นดิน สองชั่วโมงต่อมา เธอก็ไม่กลับมา แม่ของพวกเขาหนีไป โดยทิ้งลูกทั้งสามคนไว้ให้คุณป้าคนที่ต้องดูแลอย่างไม่เต็มใจ เมื่ออายุสิบเอ็ดขวบ สตีเฟ่นเองก็หนีออกจากบ้านเหมือนกัน โดยเขาเลือกที่จะอยู่ตามท้องถนน

เมื่อเติบโตขึ้น สตีเฟ่นมีความขมขื่นใจอย่างมากต่อพระเจ้า เมื่อเป็นวัยรุ่น เขาได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในแก๊งค์ในเมืองที่เรียกว่าแบล็คชาโดว์ ซึ่งใช้ความรุนแรง ลักขโมย และทำลายทรัพย์สินบนถนนสายต่าง ๆ ในซิมบับเว

เมื่อผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อพูดคุยกับผู้คนหลายพันคนเกี่ยวกับพระเยซูในเต็นท์ขนาดใหญ่ สตีเฟ่นได้นำระเบิดเพื่อทำให้เกิดไฟไหม้ในงานนี้ เขาแบกถุงที่เต็มไปด้วยระเบิด เขาต้องการโจมตีงานนี้เพราะเขาต้องการโจมตีพระเจ้า ขณะที่สตีเฟ่นรอจังหวะที่จะโจมตีอยู่นั้น ชัดรัค มาโลกา ผู้ประกาศชาวแอฟริกาใต้ขึ้นบนเวทีและประกาศว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เตือนเขาว่าผู้ชมจำนวนมากอาจตายในไม่ช้าหากไม่มีพระคริสต์ ด้วยความประหลาดใจแก๊งค์แบล็คชาโดว์คิดว่ามีคนรู้แผนของพวกเขา สตีเฟ่น ลังกู รู้สึกว่าคำเทศนาของผู้ประกาศนั้นจับใจเขา

ในข้อพระคัมภีร์แต่ละตอนของวันนี้ เราจะเห็นการโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ และวิธีที่พระเจ้าเปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นโอกาส

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 80:1-7

คำอธิษฐานขอทรงให้อิสราเอลกลับสู่สภาพดี

ถึงหัวหน้านักร้อง ตามทำนองพลับพลึง พันธสัญญา เพลงสดุดีของอาสาฟ

1ข้าแต่พระผู้ทรงเลี้ยงดูอิสราเอลดุจเลี้ยงแกะ ขอเงี่ยพระกรรณสดับ
 คือพระองค์ผู้ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแพะแกะ
 พระผู้ประทับเหนือเหล่าเครูบ ขอทรงทอแสงออกมา
2ต่อหน้าเอฟราอิม และเบนยามิน และมนัสเสห์
 ขอทรงปลุกพระอานุภาพของพระองค์ขึ้น
 และเสด็จมาช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอด
3ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี
 ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
4ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพ
 พระองค์จะกริ้วต่อคำอธิษฐานของประชากรของพระองค์นานสักเท่าใด?
5พระองค์ได้ทรงเลี้ยงพวกเขาด้วยน้ำตาต่างอาหาร
 และทรงให้เขาดื่มน้ำตาอย่างเต็มขนาด
6ทรงทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นที่ดูหมิ่นในหมู่เพื่อนบ้านของข้าพระองค์
 และศัตรูของข้าพระองค์หัวเราะกัน
7ข้าแต่พระเจ้าจอมทัพ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี
 ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด

อรรถาธิบาย

การทรงสถิตของพระเจ้า

เมื่อคุณเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต การต่อต้านและการโจมตี ไม่มีอะไรจะปลอบโยนจิตใจมากไปกว่าการรู้สึกถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า การได้รู้ว่าพระองค์อยู่กับคุณ พระองค์กำลังยิ้มให้แก่คุณ

ผู้เขียนสดุดีต้องเผชิญกับการดูหมิ่น เหยียดหยามและถูกเยาะเย้ยจากเพื่อนบ้านและศัตรู (ข้อ 6) การโจมตีเหล่านี้ก่อให้เกิดความเศร้าโศกมากมายเป็น ‘น้ำตาต่างอาหาร’ (ข้อ 5, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) ประชากรของ​พระเจ้า​รับประทาน ‘น้ำตาต่างอาหารและทรงให้เขาดื่มน้ำตาอย่างเต็มขนาด’ (ข้อ 5)

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญปัญหาใด ๆ ในชีวิตอยู่ พระเจ้าสามารถเปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นโอกาสได้ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าโดยใช้คำอธิษฐานจากสดุดีนี้

คำอธิษฐาน

‘โปรดรื้อฟื้นข้าพระองค์ โอ พระเจ้า
 โปรดให้พระพักตร์ของพระองค์ส่องแสงมาเหนือข้าพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะรอดได้’ (ข้อ 3,7)

พันธสัญญาใหม่

กิจการอัครทูต 23:12-35

แผนการปองร้ายเปาโล

 12พอเวลาเช้าพวกยิวออกอุบายและสาบานกันว่าจะไม่กินและจะไม่ดื่มอะไรจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้ 13คนที่ร่วมกันปองร้ายนั้นมีมากกว่าสี่สิบคน 14คนเหล่านั้นจึงไปหาพวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกผู้อาวุโสกล่าวว่า “เราสาบานมั่นคงว่า จะไม่รับประทานอาหารจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล 15เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอให้ท่านกับสมาชิกสภาบอกนายพันว่า ขอให้นำตัวเปาโลมาหาท่าน โดยอ้างว่าท่านต้องการจะสอบสวนเขาให้ละเอียดยิ่งขึ้น ส่วนเราจะเตรียมพร้อมเพื่อลงมือฆ่าเขาก่อนที่เขาจะมาถึง”
 16แต่บุตรชายของน้องสาวเปาโลได้ยินเรื่องการซุ่มทำร้ายนั้น จึงเข้ามาบอกให้เปาโลทราบในกรมทหาร 17เปาโลจึงเรียกนายร้อยคนหนึ่งมากล่าวว่า “ขอช่วยพาชายหนุ่มคนนี้ไปหานายพันด้วย เพราะเขามีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบ” 18นายร้อยจึงรับตัวชายหนุ่มคนนั้นไปหานายพันแล้วกล่าวกับท่านว่า “นักโทษเปาโลเรียกหาข้าพเจ้า และขอให้พาชายหนุ่มคนนี้มาหาท่าน เพราะเขามีเรื่องแจ้งให้ท่านทราบ” 19นายพันจึงจูงมือชายคนนั้นไปตามลำพัง แล้วถามว่า “เจ้าจะแจ้งความอะไรกับข้า?” 20เขาจึงตอบว่า “พวกยิวตกลงกันที่จะขอให้ท่านพาเปาโลลงไปยังสภาในวันพรุ่งนี้ ทำเหมือนว่าจะไต่สวนเรื่องเขาให้ละเอียดยิ่งกว่าเก่า 21แต่ขออย่าฟัง เพราะว่าพวกเขาซึ่งมีมากกว่าสี่สิบคนจะคอยซุ่มทำร้ายเปาโลและสาบานตัวว่าจะไม่กินหรือดื่มอะไรจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล เวลานี้พวกเขาเตรียมพร้อมแล้ว และกำลังคอยคำอนุญาตจากท่าน” 22นายพันจึงให้ชายหนุ่มคนนั้นไป กำชับว่า “อย่าบอกใครว่าเจ้ามาแจ้งเรื่องนี้กับข้า”

เปาโลถูกส่งตัวไปให้เฟลิกส์ผู้ว่าราชการเมือง

 23นายพันจึงเรียกนายร้อยสองคนมาสั่งว่า “จงจัดพลทหารสองร้อย ทหารม้าเจ็ดสิบ และทหารหอกสองร้อย ให้พร้อมในเวลาสามทุ่มคืนวันนี้เพื่อไปยังเมืองซีซารียา 24และจงจัดม้าให้เปาโลขี่ ส่งเขาไปให้เฟลิกส์ผู้ว่าราชการเมืองอย่างปลอดภัย” 25แล้วนายพันจึงเขียนจดหมายมีใจความดังต่อไปนี้ 26“คลาวดิอัสลีเซียสเรียนท่านเฟลิกส์ผู้ว่าราชการเมืองที่นับถือ 27พวกยิวจับคนนี้ไว้และเกือบจะฆ่าเขาไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าพาพวกทหารไปช่วยเขาไว้ได้ เนื่องจากข้าพเจ้ารู้มาว่าเขาเป็นคนสัญชาติโรมัน 28และเพราะเหตุที่ข้าพเจ้าอยากทราบถึงสาเหตุที่พวกยิวฟ้องเขา ข้าพเจ้าจึงพาเขาไปยังสภาของพวกยิว 29ข้าพเจ้าพบว่าเขาถูกฟ้องเพราะปัญหาเกี่ยวกับธรรมบัญญัติของพวกยิว แต่ไม่มีข้อหาที่เขาควรจะตายหรือต้องขังไว้ 30เมื่อข้าพเจ้าทราบว่ามีการปองร้ายคนนี้ จึงส่งเขามาหาท่านทันที แล้วสั่งให้โจทก์ไปฟ้องร้องเขาต่อหน้าท่าน”
 31ดังนั้นพวกทหารจึงพาเปาโลไปยังเมืองอันทิปาตรีส์ในเวลากลางคืนตามคำสั่ง 32พอรุ่งเช้าพวกเขาให้ทหารม้าไปส่งเปาโล แล้วพวกเขาก็กลับไปยังกรมทหาร 33เมื่อทหารม้าไปถึงเมืองซีซารียาแล้ว จึงส่งจดหมายให้แก่ผู้ว่าราชการเมือง และมอบเปาโลให้ท่านด้วย 34เมื่อผู้ว่าราชการเมืองอ่านจดหมายแล้วจึงถามว่าเปาโลมาจากแคว้นไหน เมื่อทราบว่ามาจากซีลีเซีย 35ท่านจึงกล่าวว่า “ข้าจะฟังคำให้การของเจ้าหลังจากโจทก์มาถึงแล้ว” ท่านจึงสั่งให้คุมเปาโลไว้ที่วังเก่าของเฮโรด

อรรถาธิบาย

การปกป้องของพระเจ้า

กุสตาฟ ฟลอแบลท์ เคยเขียนไว้ว่า 'คุณสามารถคิดคำนวณคุณค่าของมนุษย์คนนั้นได้จากจำนวนศัตรูของเขา และคิดคำนวณความสำคัญของงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ ได้จากจำนวนครั้งที่มันถูกโจมตี’ เหตุผลที่ผู้คนในพระคัมภีร์และคริสตจักรในปัจจุบันต้องเผชิญการต่อสู้ก็เพราะการงานที่คุณทำอยู่นั้นมีความสำคัญยิ่ง การถูกโจมตีไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในพระคัมภีร์ และไม่ใช่เหตุการณ์ที่หายากในชีวิตคริสเตียน บางครั้งคุณอาจมีช่วงเวลาที่ได้พักสงบ แต่ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีครั้งต่อไปได้

ไม่ว่าคุณเผชิญการโจมตีแบบใดอยู่ขณะนี้ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่ ดังที่เราเห็นในตอนท้ายของข้อพระคัมภีร์เมื่อวานนี้ พระเจ้าปรากฏต่อเปาโลและตรัสว่า ‘ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ทุกอย่างจะออกมาดีที่สุด ท่านเป็นพยานที่ดีฝ่ายเราที่กรุงเยรูซาเล็ม ตอนนี้ท่านกำลังจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงโรม!’ (ข้อ 11, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

เปาโลถูกควบคุมตัวไว้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อกล่าวหาใด ๆ ภายใต้กฎหมายโรมันที่สมควรจะถูกจำคุก ศัตรูของเขาตั้งใจจะฆ่าและได้วางแผนการลอบสังหารไว้แล้ว (ข้อ 12) ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นจากคำโกหกและการหลอกลวง (ข้อ 15)

อันที่จริงแล้ว บุคคลทั้งหมดที่โจมตีเปาโลนั้นต่างมีความคดเคี้ยว คลาวดิอัสลีเซียส ผู้บัญชาการทหาร เองก็ ‘ไม่ได้กล่าวความจริงทั้งหมด' (ข้อ 26–30) เขาไม่ได้เอ่ยในจดหมายถึงเฟลิกส์ว่าตัวเองได้จับกุมอาจารย์เปาโลอย่างผิดกฎหมายและกำลังจะทำการทรมานพลเมืองโรมันที่ไม่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาใดๆ

‘แต่’ เป็นคำสั้น ๆ ที่ทรงพลังซึ่งตอนนี้ได้นำเข้าสู่เรื่องราวทั้งหมด (ข้อ 16) พระเจ้าทรงปกป้องอาจารย์เปาโล ‘แต่บุตรชายของน้องสาวเปาโลได้ยินเรื่องการซุ่มทำร้ายนั้น จึงเข้ามาบอกให้เปาโลทราบในกรมทหาร’ (ข้อ 16) เมื่อหลานชายของอาจารย์เปาโลเล่าให้ฟังถึงแผนการร้ายนี้ เปาโลก็จัดการให้หลานชายได้มีโอกาสเข้าชี้แจงกับนายพันถึงเรื่องนี้ เพื่อให้นายพันจัดการคุ้มครองการเดินทางของตน ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงปกป้องอาจารย์เปาโลไว้

ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะทรงใช้การผสมผสานกันระหว่างหลานชายของเปาโล ความเฉลียวฉลาดของเปาโลและผู้พันโรมัน ในการจัดเตรียม และการปกป้องของพระเจ้า ในบางครั้งก็มาทางผู้ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน

เปาโลถูกนำตัวมาไต่สวนอย่างปลอดภัยโดยมีจดหมายชี้แจงจากผู้พัน พระเจ้าไม่ได้เข้ามาช่วยอาจารย์เปาโลซะทีเดียว เขายังถูกจับกุมอยู่ แต่พระเจ้าปกป้องเขาและใช้เขาในสถานการณ์ที่เขาได้ค้นพบตัวเอง จุดประสงค์ของพระเจ้าคือให้อาจารย์เปาโลไปเป็นพยานในกรุงเยรูซาเล็มและโรม นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การต่อต้านกลายเป็นโอกาส

คำอธิษฐาน

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสามารถยกชูผู้คนขึ้นในทุกสถานการณ์เพื่อจุดประสงค์ของพระองค์ พระองค์ทรงใช้อาจารย์เปาโลเพื่อขยายแผ่นดินของพระองค์ ข้าพระองค์จึงอธิษฐานขอให้พระองค์ใช้ข้าพระองค์เช่นเดียวกันในวันนี้ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จผล

พันธสัญญาเดิม

2 พงศ์กษัตริย์ 8:16-9:37

เยโฮรัมทรงครองยูดาห์

 16ในปีที่ 5 ของรัชกาลโยรัม พระราชโอรสของอาหับพระราชาแห่งอิสราเอล เยโฮรัมพระราชโอรสของเยโฮชาฟัทพระราชาแห่งยูดาห์ได้ขึ้นครองราชย์ 17พระองค์มีพระชนมายุ 32 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และพระองค์ทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 8 ปี 18และพระองค์ทรงดำเนินตามทางของบรรดาพระราชาแห่งอิสราเอล ตามอย่างราชวงศ์อาหับได้ทำ เพราะว่าพระราชธิดาของอาหับเป็นมเหสีของพระองค์ และพระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ 19อย่างไรก็ดี พระยาห์เวห์ไม่ได้ตั้งพระทัยทำลายยูดาห์ เพราะทรงเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ เหตุที่พระองค์ได้ตรัสสัญญาว่า จะประทานประทีปแก่ดาวิด แก่เชื้อสายของท่านเป็นนิตย์
 20ในรัชกาลของเยโฮรัม เอโดมได้กบฏ ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของยูดาห์ และตั้งกษัตริย์ขึ้นเหนือตน 21ดังนั้นเยโฮรัมเยโฮรัมจึงเสด็จข้ามไปยังเมืองศาอีร์พร้อมกับรถรบทั้งสิ้น พอกลางคืนก็ทรงตั้งต้นตีฝ่าคนเอโดม ซึ่งมาล้อมพระองค์และบรรดาแม่ทัพรถรบ แล้วกองทัพของพระองค์ได้หนีกลับบ้าน 22เอโดมจึงได้กบฏ ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของยูดาห์จนทุกวันนี้ แล้วลิบนาห์ก็ได้กบฏในเวลาเดียวกัน 23ส่วนพระราชกิจอื่นๆ ของเยโฮรัม และทุกสิ่งที่ทรงกระทำ ได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารกษัตริย์แห่งยูดาห์ไม่ใช่หรือ? 24เยโฮรัมจึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษในนครดาวิดหมายถึงกรุงเยรูซาเล็ม และอาหัสยาห์พระราชโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แทน

อาหัสยาห์ทรงครองยูดาห์

 25ในปีที่ 12 แห่งรัชกาลโยรัมพระราชโอรสของอาหับพระราชาแห่งอิสราเอล อาหัสยาห์พระราชโอรสของเยโฮรัมพระราชาแห่งยูดาห์ได้ขึ้นครองราชย์ 26เมื่ออาหัสยาห์ทรงเป็นกษัตริย์นั้น พระองค์มีพระชนมายุ 22 พรรษา และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 1 ปี พระราชมารดาของพระองค์มีพระนามว่าอาธาลิยาห์ พระนางเป็นพระราชนัดดาคำราชาศัพท์หมายถึง หลานสาวของอม-รีพระราชาแห่งอิสราเอล 27พระองค์ทรงดำเนินในทางของราชวงศ์อาหับด้วย และทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ดังที่ราชวงศ์ของอาหับได้ทรงกระทำ เพราะเป็นพระราชบุตรเขยในราชวงศ์ของอาหับ
 28พระองค์เสด็จไปกับโยรัมพระราชโอรสของอาหับ เพื่อทำสงครามกับฮาซาเอลพระราชาแห่งซีเรียที่ราโมทกิเลอาด และคนซีเรียทำให้โยรัมบาดเจ็บ 29และพระราชาโยรัมทรงกลับมารักษาพระองค์ที่ยิสเรเอล ให้หายบาดเจ็บจากที่คนซีเรียได้ทำแก่พระองค์ที่รามาห์ เมื่อทรงสู้กับฮาซาเอลพระราชาแห่งซีเรีย และอาหัสยาห์พระราชโอรสของเยโฮรัมพระราชาแห่งยูดาห์ ได้เสด็จลงไปหาโยรัมพระราชโอรสของอาหับในเมืองยิสเรเอล เพราะโยรัมประชวร

2 พงศ์กษัตริย์ 9

การเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล

 1แล้วเอลีชาผู้เผยพระวจนะได้เรียกคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ และพูดกับเขาว่า “จงคาดเอวของเจ้าไว้ ถือน้ำมันขวดนี้ไปที่ราโมทกิเลอาด 2และเมื่อเจ้าถึงที่นั่นแล้ว จงมองหาเยฮูบุตรเยโฮชาฟัท บุตรนิมชี จงเข้าไปหาและให้เขาลุกขึ้นจากหมู่พี่น้อง และนำเขาเข้าไปในห้องชั้นใน 3แล้วจงเอาน้ำมันในขวดเทลงบนศีรษะของเขา และกล่าวว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เราเจิมตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล’ แล้วจงเปิดประตูออกหนีไป อย่ารอช้าอยู่”
 4คนหนุ่มนั้นคือคนหนุ่มที่เป็นผู้เผยพระวจนะ จึงไปยังราโมทกิเลอาด 5และเมื่อเขามาถึง ดูสิ บรรดาผู้บังคับบัญชาทหารกำลังประชุมกันอยู่ และเขากล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการ ข้าพเจ้านำข่าวมาถึงท่าน” และเยฮูพูดว่า “มาถึงใครในพวกเรา?” และเขาตอบว่า “ท่านผู้บัญชาการ มาถึงท่าน” 6ท่านก็ลุกขึ้นเข้าไปในบ้าน และคนหนุ่มนั้นก็เทน้ำมันบนศีรษะของท่าน กล่าวกับท่านว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า เราเจิมตั้งเจ้าไว้เป็นกษัตริย์เหนือประชากรของพระยาห์เวห์ คือเหนืออิสราเอล 7และเจ้าจงโค่นราชวงศ์ของอาหับนายของเจ้า เพื่อเราจะเอาโทษเยเซเบล เพราะโลหิตของบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของเรา และเพราะโลหิตของผู้รับใช้ทั้งสิ้นของพระยาห์เวห์ 8เพราะว่าราชวงศ์อาหับทั้งหมดจะต้องพินาศ และเราจะกำจัดผู้ชายทุกคนเสียจากอาหับ ไม่ว่าทาสหรือไทในอิสราเอล 9และเราจะทำให้ราชวงศ์ของอาหับเป็นเหมือนราชวงศ์ของเยโรโบอัมบุตรเนบัท และเหมือนราชวงศ์ของบาอาชาบุตรอาหิยาห์ 10พวกสุนัขจะกินเยเซเบลในเขตยิสเรเอล และจะไม่มีใครฝังศพนาง” แล้วเขาก็เปิดประตูหนีไป
 11เมื่อเยฮูออกมาพบพวกข้าราชการของเจ้านายของท่าน พวกเขาพูดกับท่านว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือ? ทำไมคนบ้าคนนี้จึงมาหาท่าน?” ท่านพูดกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านรู้จักชายคนนั้นและการพูดมากของเขาแล้ว” 12แต่เขาทั้งหลายพูดว่า “นั่นไม่จริง บอกพวกเรามาเถิด” และท่านตอบว่า “เขาพูดอย่างนี้กับข้าพเจ้าว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เราเจิมตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล’ ” 13แล้วพวกเขาแต่ละคนก็รีบเอาเสื้อผ้าของตนปูรองท่านที่ขั้นบันไดแล้วเป่าเขาสัตว์ และป่าวร้องว่า “เยฮูเป็นกษัตริย์”

เยฮูประหารโยรัม

 14ดังนั้น เยฮูบุตรเยโฮชาฟัท บุตรนิมชีได้ร่วมกับคนอื่น คิดกบฏต่อโยรัม (ก่อนหน้านี้โยรัมกับอิสราเอลทั้งสิ้นยังรักษาเมืองราโมทกิเลอาดไว้จากฮาซาเอลกษัตริย์แห่งซีเรีย 15แต่พระราชาโยรัมทรงกลับไปรักษาตัวที่ยิสเรเอล เพราะบาดแผลที่คนซีเรียทำร้ายพระองค์ เมื่อทรงสู้รบกับฮาซาเอลพระราชาแห่งซีเรีย) เยฮูจึงกล่าวว่า “ถ้านี่เป็นความประสงค์ของท่านทั้งหลาย ก็อย่าให้คนหนึ่งคนใดเล็ดลอดออกจากเมืองไปบอกข่าวที่ยิสเรเอล” 16แล้วเยฮูขึ้นรถรบเสด็จไปยังยิสเรเอล เพราะโยรัมบรรทมที่นั่น และอาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ได้เสด็จลงมาเยี่ยมโยรัม
 17ทหารยามยืนอยู่บนหอคอยที่ยิสเรเอล เขามองเห็นพวกของเยฮูมา จึงว่า “ข้าพเจ้าเห็นคนพวกหนึ่ง” โยรัมตรัสว่า “จงใช้พลม้าคนหนึ่งไปพบพวกเขาและให้ถามเขาว่า ‘มาอย่างสันติหรือ?’ ” 18พลม้าจึงขึ้นม้าไปพบท่านและพูดว่า “พระราชาตรัสดังนี้ว่า ‘มาอย่างสันติหรือ?’ ” และเยฮูตอบว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ จงเลี้ยวกลับตามเรามา” และทหารยามก็รายงานว่า “ผู้สื่อสารไปถึงพวกเขาแล้ว แต่ไม่กลับมา” 19พระองค์จึงรับสั่งใช้พลม้าคนที่สองออกไป คนนั้นมาถึงพวกเขาแล้วก็พูดว่า “พระราชาตรัสดังนี้ว่า ‘มาอย่างสันติหรือ?’ ” และเยฮูตรัสตอบว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ? จงเลี้ยวกลับตามเรามา” 20ทหารยามก็รายงานอีกว่า “เขาไปถึงแล้ว แต่ไม่กลับมา และการขับรถม้านั้นก็เหมือนกับการขับรถม้าของเยฮูบุตรนิมชี เพราะเขาขับอย่างบ้าคลั่ง”
 21โยรัมตรัสว่า “จงเตรียมพร้อม” และเขาก็จัดรถรบของพระองค์ให้พร้อมไว้ แล้วโยรัมพระราชาแห่งอิสราเอล และอาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ก็เสด็จออกไป ต่างก็ทรงรถรบของตนเอง ทรงออกไปปะทะกับเยฮู มาพบกันเข้า ณ ที่ดินแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล 22ต่อมาเมื่อโยรัมทอดพระเนตรเยฮูแล้ว จึงตรัสว่า “เยฮู มาอย่างสันติหรือ?” เยฮูทูลตอบว่า “จะสันติได้อย่างไร? เมื่อการเล่นชู้และวิทยาคมของเยเซเบลมารดาของท่านยังมีอยู่มากเช่นนี้” 23แล้วโยรัมทรงชักบังเหียนหันกลับหนีไป พลางรับสั่งกับอาหัสยาห์ว่า “อาหัสยาห์ นั่นพวกกบฏ” 24และเยฮูก็โก่งธนูด้วยสุดกำลัง ยิงถูกโยรัมระหว่างพระอังสา ลูกธนูจึงแทงทะลุพระหทัย พระองค์ก็ทรงล้มลงในรถรบ 25เยฮูพูดกับบิดคาร์ นายทหารผู้ช่วยว่า “จงยกศพเขาขึ้น และโยนทิ้งลงไปในที่ดินแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล จำได้ไหม? เมื่อเรากับท่านขี่ม้าเคียงกันมา ตามอาหับบิดาของเขาไป พระยาห์เวห์ทรงกล่าวโทษเขา 26พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เราเห็นโลหิตของนาโบทและโลหิตของลูกหลานของเขาเมื่อวานนี้แน่ทีเดียว พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะตอบสนองเจ้าบนที่ดินแปลงนี้แหละ ฉะนั้นจงยกเขาขึ้นทิ้งไว้บนที่ดินแปลงนี้แหละ ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์”

อาหัสยาห์ถูกสังหาร

 27เมื่ออาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงหนีไปทางเมืองเบธฮักกาน และเยฮูก็ติดตามพระองค์ไป กล่าวว่า “จงยิงเขาในรถรบด้วย” และเขาทั้งหลายได้ยิงพระองค์ตรงทางขึ้นไปตำบลกูร ซึ่งอยู่ใกล้อิบเลอัม และพระองค์ทรงหนีไปถึงเมืองเมกิดโด และสิ้นพระชนม์ที่นั่น 28ข้าราชการของพระองค์ก็บรรทุกพระศพใส่รถรบไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และฝังไว้ในอุโมงค์ฝังศพของพระองค์กับบรรพบุรุษในนครดาวิด
 29ในปีที่ 11 แห่งรัชกาลโยรัมพระราชโอรสของอาหับ อาหัสยาห์ทรงครองยูดาห์

มรณกรรมของเยเซเบล

 30เมื่อเยฮูมาถึงเมืองยิสเรเอล เยเซเบลทรงทราบเรื่อง ก็ทรงเขียนตาและแต่งพระเกศา และทอดพระเนตรทางหน้าต่าง 31เมื่อเยฮูผ่านเข้าประตูวังมา พระนางตรัสว่า “เจ้าผู้ฆ่านายของเจ้าอย่างเจ้าศิมรี มาอย่างสันติหรือ?” 32แล้วเยฮูแหงนหน้าไปที่หน้าต่างกล่าวว่า “ใครอยู่ฝ่ายเรา? ใครบ้าง?” มีขันทีสองสามคนชะโงกหน้าต่างออกมาดูเขา 33เยฮูก็กล่าวว่า “โยนนางลงมา” พวกเขาจึงโยนพระนางลงมา และโลหิตของพระนางก็กระเด็นติดผนังกำแพงและติดพวกม้าที่ย่ำไปบนพระนาง 34แล้วเยฮูเข้าไป รับประทานและดื่ม แล้วกล่าวว่า “จัดการกับหญิงที่ถูกสาปคนนี้ เอาไปฝังเสีย เพราะนางเป็นธิดาของพระราชา” 35แต่เมื่อเขาจะไปฝังศพพระนาง พวกเขาก็พบแต่กะโหลกพระเศียร พระบาทและฝ่าพระหัตถ์ของพระนาง 36เมื่อพวกเขากลับมาเรียนเยฮู ท่านก็กล่าวว่า “นี่เป็นไปตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ ซึ่งตรัสทางเอลียาห์ชาวทิชบีผู้รับใช้ของพระองค์ว่า สุนัขจะกินเนื้อของเยเซเบลในเขตยิสเรเอล 37และศพของเยเซเบลจะเป็นเหมือนมูลสัตว์บนพื้นทุ่งในเขตยิสเรเอล เพื่อจะไม่มีใครกล่าวว่า ‘นี่คือ เยเซเบล’ ”

อรรถาธิบาย

สันติสุขของพระเจ้า

ส่วนลึกภายในใจของมนุษย์ทุกคนล้วนโหยหาสันติสุข เราเห็นความปรารถนานี้ในช่วงเวลาที่เลวร้ายในประวัติศาสตร์ของประชากรพระเจ้า เยโฮรัมเป็นกษัตริย์อีกคนหนึ่งของยูดาห์ที่เป็น ‘คนชั่วที่ดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย’ (8:18, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) ตามมาด้วยอาหัสยาห์ผู้ดำเนิน ‘ในบาปอันชั่วร้ายเดียวกันนี้ในสายพระเนตรของพระเจ้า’ (ข้อ 27, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ในชั่วขณะหนึ่งกลับมีแสงแห่งความหวังขึ้นมา เอลีชาจัดการให้เยฮูบุตรเยโฮชาฟัทผู้เป็นบุตรเยโฮชาฟัทรับการเจิมเพื่อเป็นกษัตริย์ (9:1–3) ผู้เผยพระวจนะหนุ่มคนหนึ่งเทน้ำมันลงบนศีรษะของเยฮูและประกาศว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า “เราเจิมตั้งเจ้าไว้เป็นกษัตริย์เหนือประชากรของพระยาห์เวห์คือเหนืออิสราเอล”’ (ข้อ 6) ที่น่าสนใจคือพวกข้าราชกาของเยฮูกลับถือว่าผู้เผยพระวจนะเป็น ‘คนบ้า’ (ข้อ 11) ต่อมาตัวเยฮูเองก็กำลังขับรถม้า ‘อย่างบ้าคลั่ง’ (ข้อ 20)

เมื่อเยฮูเริ่มปฏิบัติตามคำสั่งของผู้เผยพระวจนะ โยรัมส่งผู้สื่อสารไปถามสามครั้งว่า ‘มาอย่างสันติหรือ?’ (ข้อ 17,19,22) เยฮูตอบว่า ‘จะสันติได้อย่างไร? เมื่อการเล่นชู้และวิทยาคมของเยเซเบลมารดาของท่านยังมีอยู่มากเช่นนี้’ (ข้อ 22) เยเซเบลเองก็ถามคำถามเดียวกันว่า ‘มาอย่างสันติหรือ?’ (ข้อ 31) คำตอบคือ ‘ไม่’ เยเซเบลจบชีวิตอย่างน่าสยดสยอง ซึ่งเป็นไปตามคำพยากรณ์ที่เอลียาห์กล่าวไว้ (1 พกษ. 21:23)

ช่วงเวลานั้นเป็นวันแห่งความชั่วร้าย ความตาย และการแบ่งแยก คำประกาศของเยฮูว่าจะไม่มีสันติสุขได้ในขณะที่ความชั่วร้ายของเยเซเบลยังดำเนินต่อไปในอิสราเอล เป็นการเตือนพวกเราว่าสันติสุขที่แท้จริงมีเพียงในพระเจ้าเท่านั้น ความวุ่นวายของข้อพระคำตอนนี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นที่พระองค์ต้องนำความรอดและสันติสุขมาให้คือเตือนใจเราให้เห็นความจำเป็นในการมีพระเยซู

พระเยซูตรัสว่า ‘เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน สันติสุขของเราที่ให้กับท่าน’ (ยอห์น 14:27) คริสตจักรยุคแรกประกาศ ‘ข่าวประเสริฐเรื่องสันติสุขโดยทางพระเยซูคริสต์’ (กิจการ 10:36) อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า ‘เราจึงอยู่อย่างสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา' (โรม 5:1) ‘และการเอาใจใส่พระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข’ (8:6) เขาเริ่มต้นจดหมายหลายฉบับด้วยประโยคที่ว่า ‘ขอพระคุณและสันติสุขจงมีแด่ท่าน’ (1 โครินธ์ 1:3; 2 โครินธ์ 1:2; กาลาเทีย 1:3 เป็นต้น)

เมื่อกลับมาที่เรื่องราวของ สตีเฟ่น ลังกู คำพูดของผู้บรรยายตอนนั้นทำให้เขาเชื่อในเรื่องความบาปของเขาและทำให้เขาได้เผชิญหน้ากับพระเยซู เขามีประสบการณ์ในการสถิตของพระเจ้า เขาได้ยินเรื่องพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า

สตีเฟ่นเดินโซเซไปที่เวที ยื่นมือไปจับเท้าของผู้บรรยายและเริ่มร้องสะอื้น ในเย็นวันนั้นเอง เขากลายเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาไปปรากฏตัวที่สถานีตำรวจท้องถิ่นและสารภาพความผิดที่เขาได้กระทำไป เจ้าหน้าที่ตำรวจมองไปที่แผ่นกระดาษที่เขียนคดีความไว้เหยียดยาว พร้อมฟังเรื่องราวของเขาไปด้วยและจากนั้นก็ปล่อยตัวเขาไป สตีเฟ่นขึ้นรถบัสพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ รอบเช้า เขารู้สึกมีความสุขมากจนต้องบอกข่าวดีกับคนอื่น ๆ บนรถบัสคันนั้น นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เล่าเรื่องราวของพระเยซูกับผู้คนที่พบเจออยู่เสมอ

ปัจจุบันสตีเฟ่นเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐเต็มเวลาในแอฟริกา โดยได้มีโอกาสแบ่งปันในงานประกาศหลาย ๆ งาน ในงานประกาศครั้งหนึ่งเมื่อสองหรือสามปีที่แล้ว มีหญิงชราคนหนึ่งเดินมาข้างหน้าเพราะเธอปรารถนาที่จะติดตามพระเยซู หญิงคนนั้นคือแม่ของเขาเองที่ทิ้งเขาไปเมื่อหลายปีก่อน!

การสถิตอยู่ การปกป้อง และสันติสุขของพระเจ้าเป็นส่วนประกอบร่วมกันอันทรงพลัง อย่างที่สตีเฟ่นบอกกับตัวเองว่า ‘เพราะผมมองว่าตัวผมเองนั้นเป็นการอัศจรรย์แห่งพระคุณพระเจ้า ผมจึงเชื่อว่าฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์เพื่อช่วยคนบาปนั้นยังคงมีอยู่ ถ้าพระองค์เปลี่ยนผมได้ พระองค์ก็เปลี่ยนใคร ๆ ได้’

ท่ามกลางการโจมตี ไม่ว่าจะจากเพื่อนบ้าน ศัตรู หรือผู้มีอำนาจ คุณจะยังสามารถมีสันติสุขได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ควบคุมเหตุการณ์และประวัติศาสตร์ และเปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นโอกาส

คำอธิษฐาน

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ขอนำคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาหาพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และอธิษฐานขอให้สันติสุขของพระเจ้าซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจทั้งสิ้นนี้ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของข้าพระองค์ไว้ในพระเยซูคริสต์ (ฟีลิปปี 4:6–7)

เพิ่มเติมโดยพิพพา

2 พงศ์กษัตริย์ 9:1–37

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราถูกเรียกให้นำ? เยฮูผิดหวังกับอดีตและปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เขามีของประทานและตำแหน่ง เขามีพระวจนะจากพระเจ้า เพื่อน/เพื่อนร่วมงานของเขาคิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดี (ข้อ 13) เมื่อเขาลุกขึ้นเพื่อเป็นผู้นำ คนอื่น ๆ ก็ติดตามเขา

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม