วัน 14

แค่วางลงและให้พระเจ้าเป็นพระเจ้า

ปัญญานิพนธ์ สดุดี 9:7-12
พันธสัญญาใหม่ มัทธิว 11:16-30
พันธสัญญาเดิม ปฐมกาล 29:1-30:43

เกริ่นนำ

จอยซ์ ไมเยอร์ ทวีตข้อความว่า ‘แค่วางลงและให้พระเจ้าเป็นพระเจ้า’ มันเป็นความสบายใจอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าในที่สุดพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักจะควบคุมทุกสิ่ง

บิชอป แซนดี้ มิลลาร์ มักกล่าวอยู่เสมอว่า ‘พระเจ้าทรงครอบครอง’ เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมหรือเมื่อทุกสิ่งกลับกลายเป็นเรื่องร้าย

ในพระคัมภีร์หลายต่อหลายครั้งเรียกพระเจ้าว่าองค์จอมเจ้านาย ทั้ง จอยซ์ ไมเยอร์ และ แซนดี้ มิลลาร์ ต่างก็แสดงความเชื่อมั่นในอำนาจสูงสุดขององค์พระผู้เป็นเจ้าในรูปแบบต่าง ๆ

หากพระเจ้าเป็นองค์จอมเจ้านายและทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคุณอย่างนั้นหรือ? หรือหมายความว่าคุณสูญเสีย “เสรีภาพ” ไปอย่างนั้นหรือ? พระคัมภีร์ได้สอนเราทั้งสองอย่าง ทั้งสิทธิอำนาจสูงสุดของพระเจ้าร่วมกับความรับผิดชอบของมนุษย์และเสรีภาพ

ปัญญานิพนธ์

สดุดี 9:7-12

7แต่พระยาห์เวห์ทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์
 พระองค์ทรงสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์เพื่อการพิพากษา
8พระองค์จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม
 พระองค์จะทรงตัดสินชาวประเทศทั้งหลายด้วยความเที่ยงธรรม
9พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งแก่คนที่ถูกกดขี่
 ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งในยามลำบาก
10ผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์
 ข้าแต่พระยาห์เวห์ เพราะพระองค์มิได้ทรงทอดทิ้งผู้ที่เสาะแสวงหาพระองค์
11จงร้องเพลงสดุดีพระยาห์เวห์ผู้ประทับในศิโยน
 จงประกาศกิจการของพระองค์ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
12เพราะพระองค์ผู้ทรงแก้แค้นแทนโลหิตได้ทรงระลึกถึงเขาทั้งหลาย
 พระองค์ไม่ทรงลืมคำร้องทุกข์ของผู้ถูกข่มเหง

อรรถาธิบาย

เชื่อมั่นในองค์จอมเจ้านาย

พระเจ้าทรงครอบครองอยู่เหนือสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ‘พระยาห์เวห์ทรงครอบครอง’ (ข้อ 7) พระเจ้า ‘จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม พระองค์จะทรงตัดสินชาวประเทศทั้งหลายด้วยความเที่ยงธรรม’ (ข้อ 8 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล) ความรู้เช่นนี้ก่อให้เกิดความสบายใจอย่างมหาศาล เราอาจไม่เคยรู้เลยว่าเหตุใดพระเจ้าทรงอนุญาตให้สิ่งโหดร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตเรา

ให้เราวางใจในอํานาจสูงสุดขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเชื่อมั่นว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา ‘บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า เพราะว่าพระองค์มิได้ทรงทอดทิ้งบรรดาผู้ที่เสาะแสวงหาพระองค์’ (ข้อ 10 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล)

ในระหว่างนี้ ให้เราทําสามสิ่งต่อไปนี้

1.สรรเสริญ

‘จงร้องเพลงสดุดีพระยาห์เวห์’ (ข้อ 11ก)

2.ประกาศ

จงประกาศกิจการของพระองค์ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย’ (ข้อ 11ข)

3.อธิษฐาน

‘พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งแก่คนที่ถูกกดขี่ ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งในยามลำบาก’ (ข้อ 9) ‘พระองค์ไม่ทรงลืมคำร้องทุกข์ของผู้ถูกข่มเหง’ (ข้อ 12ข)

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ไม่เพิกเฉยต่อเสียงร้องทูลของข้าพระองค์ และที่ข้าพระองค์สามารถวางใจในพระองค์ได้อย่างมั่นใจ และสามารถวางลงและปล่อยให้พระองค์เป็นพระเจ้า

พันธสัญญาใหม่

มัทธิว 11:16-30

 16“เราจะเปรียบคนในยุคนี้กับอะไรดี เปรียบเหมือนเด็กๆ ที่นั่งอยู่กลางตลาด ร้องกับเพื่อนว่า

 17‘พวกฉันเป่าปี่ให้พวกเธอแต่พวกเธอไม่เต้น
 พวกฉันคร่ำครวญ และพวกเธอไม่ได้ทุกข์โศก’

 18เพราะว่ายอห์นมาและไม่ได้กินหรือดื่ม และพวกเขาว่า ‘มีผีเข้าสิงอยู่’ 19ส่วนบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่า ‘นี่ไง คนตะกละ คนขี้เมา เพื่อนของบรรดาคนเก็บภาษี และคนบาป’ แต่พระปัญญาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้วโดยผลของพระปัญญานั้น”

วิบัติแก่เมืองที่ไม่ได้กลับใจใหม่

 20แล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่ 21“วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา ถ้าการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบเป็นสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจใหม่นานแล้ว 22แต่เราบอกพวกเจ้าว่า ในวันพิพากษานั้น โทษเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของพวกเจ้า 23ส่วนเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม
เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ?
 เปล่าเลย เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก
เพราะการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้ 24แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า”

จงมาหาเราและหยุดพัก

 25ในขณะนั้นพระเยซูทูลว่า “ข้าแต่พระบิดา ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนฉลาด แต่ทรงสำแดงแก่พวกทารก 26ถูกแล้ว ข้าแต่พระบิดา พระองค์พอพระทัยเช่นนั้น  27“พระบิดาของเราทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เรา และไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร และคนที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้ 28บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก 29จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก 30ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”

อรรถาธิบาย

ยอมรับคําเชื้อเชิญให้เดินกับพระเยซู

ในคําสอนของพระเยซูนั้นช่างน่าตรึงใจ ในส่วนแรกของพระธรรมวันนี้ พระองค์ดูเหมือนจะตรัสว่า ‘คุณไม่สามารถชนะได้’ ในทางกลับกัน ยอห์นผู้ให้บัพติศมาซึ่งเป็นนาศีร์ (ผู้ที่อุทิศตนให้พระเจ้า) ถูกกล่าวหาว่ามีผีเข้าสิงอยู่ ส่วนพระเยซูทั้งกินและดื่มกับฝูงชนทุกประเภทและเป็นเพื่อนกับคนที่ได้รับขนานนามว่าน่ารังเกียจ ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คนตะกละ คนขี้เมา เพื่อนของบรรดาคนเก็บภาษี และคนบาป’ (ข้อ 19)

สิ่งใดก็ตามที่คุณทำอาจถูกตีความไปผิด ๆ แต่พระเยซูตรัสอีกว่า ‘แต่พระปัญญาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้วโดยผลของ พระปัญญานั้น’ (ข้อ19) ผมคิดว่าสิ่งนี้หมายความว่าทั้งหมดที่เราทำได้คือสิ่งที่ถูกต้องและไม่ต้องกังวลว่าใครจะคิดอย่างไร ‘สิ่งที่ผู้คนพูดไม่ควรใส่ใจ มิใช่หรือ? ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน’ (ข้อ 19 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

จากนั้นพระเยซูทรงติเตียนเมืองต่าง ๆ ที่พระองค์เคยเยี่ยมเยียนและทำการอัศจรรย์เพราะผู้คนไม่กลับใจและขาดความเชื่อ พระองค์ชี้ให้เห็นว่าบาปของพวกเขานั้นเลวร้ายยิ่งกว่าบาปของเมืองโสโดมเสียอีก (ข้อ 24) เห็นได้ว่าบาปของความไม่เชื่อฟังอาจร้ายแรงที่สุดในบรรดาบาปทั้งปวง

พระเยซูทรงสอนต่อไปในลักษณะที่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงเชื่อทั้งในแผนการของพระเจ้า (ทรงกำหนดทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว) และเสรีภาพ พระองค์ทรงสอนสิ่งที่ขัดแย้งนี้ควบคู่กันไป ในเวลาเดียวกันสิ่งที่ดูเหมือนย้อนแย้งกันนี้คือสิ่งที่เป็นความจริง

มันไม่ใช่ ‘แผนการของพระเจ้า’ 50% และ ‘เสรีภาพ’ 50% พระเยซูตรัสว่าพระเจ้ามีแผนการสำหรับเรา 100% และให้เสรีภาพแก่เรา 100% สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่พระเจ้าสามารถก้าวข้ามและไม่บิดเบือนเสรีภาพของมนุษย์ เราจะเห็นสิ่งนี้ในการเสด็จลงมาของพระเยซู พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100% พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

* แผนการของพระเจ้า

‘พระบิดาของเราทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เรา และไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร และคนที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้’ (ข้อ 27)

เหตุผลที่พระเจ้าเลือกที่จะสำแดงพระองค์กับเฉพาะบางคนเท่านั้นเป็นเรื่องลึกลับ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครฉลาดและรอบรู้อย่างแน่นอน คนมีปัญญาบางคนก็ไม่สามารถเห็นได้ นั่นเป็นเพราะ ‘พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนฉลาด’ (ข้อ 25) แต่บางครั้งคนรู้น้อยหรือไม่มีความรู้เลย หรือคนที่ยังเด็กมาก ๆ (‘พวกทารก’ ข้อ 25) ดูเหมือนจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูอย่างลึกซึ้งมากกว่า ‘พระองค์ได้ปิดบังจากคนฉลาดและรอบรู้ แต่สำแดงอย่างชัดเจนให้คนธรรมดา’ ทั่วไป (ข้อ 25 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

* เจตจำนงเสรี

พระเยซูตรัสว่า ‘บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก’ (ข้อ 28) เราทุกคนได้รับคำเชื้อเชิญให้มาหาพระเยซูไม่มีใครได้รับการยกเว้นซักคน เราทุกคนได้รับเชิญ และเราทุกคนมีทางเลือกว่าจะตอบรับคำเชิญของพระเยซูหรือไม่

ผมรู้สึกว่ามันยากที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่ขัดแย้งนี้กันนี้ อย่างไรก็ตามผมพบว่าภาพต่อไปนี้มีประโยชน์อย่างมาก ให้เราลองนึกภาพห้องที่มีซุ้มประตูโค้ง ด้านนอกของซุ้มประตูมีคำว่า ‘จงมาหาเรา ...’ (ข้อ 28) ทุกคนได้รับเชิญเข้าไปในห้อง เมื่อคุณเข้าไปในห้องด้านในของซุ้มประตูเดียวกันจะมีอีกคำเขียนว่า ‘และไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร และคนที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้’ (ข้อ 27ข)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เสรีภาพเป็นหลักคำสอนสำหรับทุกคน ไม่มีใครสามารถพูดได้ว่า ‘ฉันจะไม่เป็นคริสเตียนเพราะฉันไม่ได้ถูกเลือก’ คำเชิญมีแด่ทุกคน ในทางกลับกันแผนการของพระเจ้าก็เป็นหลักคำสอนแห่งความเชื่อมั่นสำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียน เมื่อคุณตอบรับคำเชิญและเข้าไปแล้ว คุณจะรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงเลือกคุณและพระองค์จะไม่ทอดทิ้งคุณอย่างแน่นอน

ผมชอบความจริงที่ว่าในโลกที่ตึงเครียดนี้ มีคนจำนวนมากที่ ‘เหนื่อยล้าและแบกภาระหนัก’ พระเยซูทรงสัญญาว่าจะให้คุณหยุดพัก และพระองค์เสนอที่จะรับภาระของคุณแทนที่ด้วยภาระของพระองค์เอง

แอก (สิ่งที่พระเยซูทรงทำในร้านช่างไม้) เป็นโครงไม้เชื่อมสัตว์สองตัวไว้ที่คอ (โดยปกติคือวัว) ทำให้พวกมันสามารถดึงคันไถหรือเกวียนเข้าด้วยกัน หน้าที่ของแอกคือทำให้แบกสัมภาระได้ง่ายขึ้น ผมชอบภาพนี้ที่เปรียบเสมือนการเดินไปกับพระเยซู ที่ได้มอบภาระของเราให้พระองค์ อันจะทำให้การทดลองที่แสนทรหดและการต่อสู้ที่ต้องเผชิญนั้น ‘ง่าย’ และ ‘เบา’

พระเยซูไม่ใช่คนควบคุมทาส เมื่อคุณทำตามขั้นตอนของพระองค์แน่นอนคุณต้องแบกรับภาระแต่นั่นไม่ได้ ‘รุนแรง หนักหน่วง หรือกดดัน แต่มันไม่หนักจนเกินไป เบาและพอเหมาะ’ (ข้อ 30 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล) เมื่อคุณทำตามพระประสงค์ของพระเยซู พระองค์จะประทานกำลังและสติปัญญาให้คุณ และให้คุณได้แบกภาระของพระองค์ร่วมกับพระองค์ แน่นอนว่าจะมีความท้าทายและความยากลำบากมากมายตามมา แต่ก็จะเบาและพอเหมาะด้วยเช่นกัน

พระเยซูตรัสกับคุณว่า ‘เหน็ดเหนื่อยไหม อ่อนกำลังไหม อ่อนแรงในความเชื่อไหม จงมาหาเราไปกับเราแล้วท่านทั้งหลายจะได้หยุดพัก เราจะสำแดงวิธีการหยุดพักอย่างแท้จริง เดินไปกับเราและรับใช้ร่วมกับเรา จงดูเถิดเรียนรู้จังหวะแห่งพระคุณจากเรา เราจะไม่วางอะไรที่หนักหน่วงหรือไม่เหมาะสมกับท่าน จงเคียงข้างเราแล้วท่านจะได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพและเบาสบาย’ (ข้อ 28–29 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) เพียงแค่วางลงและปล่อยให้พระเจ้าเป็นพระเจ้า

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณสำหรับพระสัญญาของพระองค์ที่ให้จิตวิญญาณข้าพระองค์ได้หยุดพัก วันนี้ข้าพระองค์อยู่ต่อหน้าพระองค์และขอมอบภาระทั้งหมดให้พระองค์...

พันธสัญญาเดิม

ปฐมกาล 29:1-30:43

ยาโคบพบกับราเชล

 1ยาโคบเดินทางมาถึงดินแดนของชาวตะวันออก 2เมื่อเขามองไป ก็เห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่งในทุ่งนา มีฝูงแพะแกะสามฝูงนอนอยู่ข้างบ่อนั้น เพราะคนเลี้ยงแกะเคยตักน้ำจากบ่อนั้นให้ฝูงแพะแกะกิน มีหินใหญ่ปิดปากบ่อ 3เมื่อฝูงแพะแกะมาพร้อมกันที่นั่นแล้ว คนเลี้ยงแกะก็กลิ้งหินออกจากปากบ่อ ตักน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน แล้วเอาหินปิดปากบ่อนั้นเสียดังเดิม
 4ยาโคบถามเขาว่า “พี่น้องเอ๋ย ท่านมาจากไหน?” พวกเขาตอบว่า “เรามาจากฮาราน” 5ยาโคบจึงถามเขาว่า “ท่านรู้จักลาบันบุตรชายนาโฮร์หรือไม่?” เขาตอบว่า “รู้จัก” 6ยาโคบถามพวกเขาว่า “ลาบันสบายดีหรือ?” เขาตอบว่า “สบายดี นั่นแน่ะ ราเชลบุตรสาวของเขา กำลังมาพร้อมกับฝูงแพะแกะ” 7ยาโคบจึงว่า “เวลานี้ยังวันอยู่มาก ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้ฝูงแพะแกะมารวมกัน จงเอาน้ำให้แพะแกะเหล่านี้กิน แล้วให้ไปกินหญ้าอีก” 8แต่พวกเขาตอบว่า “ไม่ได้ จนกว่าแพะแกะทุกๆ ฝูงจะมาพร้อมกัน และให้กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำก่อน แล้วเราจึงจะเอาน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน”
 9เมื่อยาโคบกำลังพูดอยู่กับเขา ราเชลก็มาถึงพร้อมกับฝูงแพะแกะของบิดา เพราะเธอเป็นผู้เลี้ยงพวกมัน 10เมื่อยาโคบแลเห็นราเชลบุตรีของลาบันพี่ชายมารดาของเขาและฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของเขา ก็เข้าไปใกล้ กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำ เอาน้ำให้ฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของเขากิน 11ยาโคบจูบราเชลแล้วร้องไห้เสียงดัง 12ยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นญาติของบิดาเธอ และเป็นบุตรชายของนางเรเบคาห์ เธอก็วิ่งไปบอกบิดาของเธอ
 13เมื่อลาบันได้ยินข่าวถึงยาโคบบุตรน้องสาวของเขา ก็วิ่งไปพบและกอดจูบยาโคบพามาบ้าน ยาโคบก็เล่าเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดให้ลาบันฟัง 14ลาบันจึงพูดกับเขาว่า “เจ้าเป็นเลือดเนื้อของเราแท้ๆ” ยาโคบก็พักอยู่กับเขาเดือนหนึ่ง

ยาโคบแต่งงานกับบุตรสาวของลาบัน

 15แล้วลาบันพูดกับยาโคบว่า “เพราะเจ้าเป็นญาติของเรา จึงไม่ควรที่เจ้าจะทำงานให้เราเปล่าๆ เจ้าจะเรียกค่าจ้างเท่าไร? จงบอกมาเถิด” 16ลาบันมีบุตรีสองคน พี่สาวชื่อเลอาห์ น้องสาวชื่อราเชล 17เลอาห์นั้นตาเศร้า แต่ราเชลนั้นรูปร่างสวยและงามน่าดู 18ยาโคบก็รักราเชล เขาบอกลาบันว่า “ฉันจะรับใช้ท่านเจ็ดปี เพื่อได้ราเชลลูกสาวคนเล็กของท่าน” 19ลาบันจึงว่า “ให้เรายกบุตรีให้เจ้านั้นดีกว่าจะยกให้ชายอื่น จงอยู่กับเราเถิด” 20ยาโคบก็รับใช้อยู่เจ็ดปีเพื่อได้ราเชล เห็นเป็นเหมือนน้อยวันเพราะเขารักเธอ
 21ยาโคบบอกลุงว่า “เวลาที่กำหนดไว้ก็ครบแล้ว ขอให้ภรรยาฉันเถอะ ฉันจะได้เข้าไปหาเธอ” 22ลาบันจึงเชิญชาวบ้านมาพร้อมกัน แล้วจัดงานเลี้ยง 23เมื่อเวลาค่ำลาบันก็พาเลอาห์บุตรีมามอบให้แก่ยาโคบ และยาโคบก็เข้าไปหาเธอ 24(ลาบันยกศิลปาห์สาวใช้ของเขาให้เป็นสาวใช้ของเลอาห์) 25พอรุ่งขึ้นยาโคบก็เห็นว่าเป็นเลอาห์ จึงกล่าวแก่ลาบันว่า “ทำไมลุงทำกับฉันเช่นนี้? ฉันรับใช้ลุงเพื่อได้ราเชลไม่ใช่หรือ? ทำไมลุงจึงล่อลวงฉันเล่า?” 26ลาบันจึงตอบว่า “ในถิ่นของเราไม่มีธรรมเนียมที่จะยกน้องสาวให้ก่อนพี่หัวปี 27ขอให้ครบเจ็ดวันของหญิงนี้ก่อน แล้วเราจะยกคนนั้นให้ด้วย เพื่อตอบแทนที่เจ้าจะรับใช้ลุงอีกเจ็ดปี” 28ยาโคบก็ยอมและรอจนครบเจ็ดวันของนาง แล้วลาบันก็ยกราเชลบุตรีให้เป็นภรรยา 29(ลาบันยกบิลฮาห์สาวใช้ของเขาให้เป็นสาวใช้ของราเชล) 30ยาโคบก็เข้าไปหาราเชลด้วย เขารักราเชลมากกว่าเลอาห์ เขาจึงรับใช้ลาบันต่อไปอีกเจ็ดปี 31พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่ายาโคบไม่รักเลอาห์ จึงทรงให้เลอาห์ตั้งครรภ์ แต่ราเชลนั้นเป็นหมัน 32นางเลอาห์ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่า รูเบน ด้วยนางว่า “เพราะพระยาห์เวห์ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของฉัน เพราะเดี๋ยวนี้สามีจะรักฉัน” 33นางเลอาห์ตั้งครรภ์อีกและคลอดบุตรชายคนหนึ่งและว่า “เพราะพระยาห์เวห์ทรงได้ยินว่าฉันไม่เป็นที่รัก พระองค์จึงประทานบุตรชายคนนี้ให้แก่ฉันด้วย” นางตั้งชื่อว่า สิเมโอน 34นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า “ครั้งนี้สามีจะสนิทสนมกับฉัน เพราะฉันมีบุตรชายกับเขาสามคนแล้ว” เหตุนี้จึงตั้งชื่อเขาว่า เลวี 35นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า “ครั้งนี้ฉันจะสรรเสริญพระยาห์เวห์” เหตุนี้นางจึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ แล้วนางก็หยุดมีบุตร

ปฐมกาล 30

 1เมื่อราเชลเห็นว่านางไม่มีบุตรกับยาโคบ ก็อิจฉาพี่สาว นางพูดกับยาโคบว่า “ขอให้ฉันมีบุตรด้วยหาไม่ฉันจะตาย” 2ยาโคบโกรธราเชลจึงว่า “ฉันเองเป็นเหมือนพระเจ้าผู้ไม่ให้เธอมีบุตรหรือ?” 3นางจึงบอกว่า “บิลฮาห์สาวใช้ของฉันอยู่นี่ จงเข้าไปหานางเถิด นางจะได้มีบุตรไว้ที่ตักของฉัน ฉันจะได้มีบุตรด้วยจากหญิงคนนี้” 4นางจึงยกบิลฮาห์สาวใช้ของนางให้เป็นภรรยาของยาโคบ ยาโคบก็เข้าไปหานาง 5บิลฮาห์ก็ตั้งครรภ์กับยาโคบและมีบุตรชายคนหนึ่ง 6ราเชลว่า “พระเจ้าทรงตัดสินเรื่องของฉัน และทรงฟังเสียงร้องทูลของฉัน จึงประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่ฉัน” ดังนั้นนางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า ดาน 7บิลฮาห์สาวใช้ของราเชลตั้งครรภ์อีก และคลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ 8ราเชลจึงว่า “ด้วยการปล้ำสู้อย่างหนัก ฉันได้ปล้ำสู้กับพี่สาวของฉัน และฉันได้ชัยชนะแล้ว” นางจึงให้ชื่อบุตรนั้นว่า นัฟทาลี
 9เมื่อเลอาห์เห็นว่านางหยุดคลอดบุตร จึงยกศิลปาห์สาวใช้ของนาง ให้เป็นภรรยาของยาโคบ 10ศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ ก็มีบุตรชายให้แก่ยาโคบ 11เลอาห์ว่า “โชคดีจริงๆ” จึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า กาด 12แล้วศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ ก็คลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ 13เลอาห์ก็ว่า “ฉันมีความสุข เพราะพวกสตรีจะเรียกฉันว่า เป็นสุข” นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อาเชอร์
 14ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบต้นดูดาอิมดูดาอิมจึงเก็บผลมาให้เลอาห์มารดาของเขา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า “ขอผลดูดาอิมของลูกชายพี่ให้ฉันบ้าง” 15เลอาห์ตอบว่า “ที่น้องแย่งสามีของฉันไปแล้วนั้นยังน้อยไปหรือ? จึงจะมาเอาผลดูดาอิมของลูกชายฉันด้วย” ราเชลตอบว่า “เอาอย่างนี้ ยาโคบจะไปนอนกับพี่คืนนี้เพื่อแลกกับผลดูดาอิมของลูกชายพี่” 16เมื่อยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น เลอาห์ก็ออกไปหาบอกว่า “เข้ามาหาฉันเถิด เพราะฉันให้ผลดูดาอิมของลูกชายฉันเป็นสินจ้างท่านแล้ว” คืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง 17พระเจ้าทรงฟังเลอาห์ นางก็ตั้งครรภ์ และให้บุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ 18ฝ่ายเลอาห์ว่า “พระเจ้าประทานสินจ้างนั้นให้แก่ฉัน เพราะฉันยกหญิงคนใช้ให้สามี” นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสสาคาร์ 19ต่อไปเลอาห์ก็ตั้งครรภ์อีก และให้บุตรชายคนที่หกแก่ยาโคบ 20แล้วเลอาห์จึงว่า “พระเจ้าประทานของดีให้ฉัน บัดนี้สามีคงจะให้เกียรติฉัน เพราะฉันได้ให้บุตรชายแก่เขาหกคนแล้ว” นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เศบูลุน 21ต่อมาภายหลังนางก็มีบุตรหญิงคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าดีนาห์ 22พระเจ้าทรงระลึกถึงและทรงฟังราเชล ทรงให้นางมีบุตร 23นางก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย นางจึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยกความอดสูของฉันไปแล้ว” 24นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โยเซฟ กล่าวว่า “ขอพระยาห์เวห์ทรงเพิ่มบุตรชายอีกคนหนึ่งให้ฉัน”

ยาโคบมั่งคั่งจากทรัพย์สมบัติของลาบัน

 25เมื่อนางราเชลคลอดโยเซฟแล้ว ยาโคบก็พูดกับลาบันว่า “ขอให้ฉันกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของฉันเถิด 26ฉันทำงานเพื่อได้ภรรยาและบุตรแล้ว ขอมอบภรรยากับบุตรให้ฉันพาไป เพราะลุงรู้ว่างานที่ฉันได้รับใช้ลุงเสร็จแล้ว” 27แต่ลาบันตอบว่า “อยู่ต่อเถิด ถ้าเจ้าจะช่วยลุง ลุงหยั่งรู้เหตุการณ์ได้ว่า พระยาห์เวห์ทรงอวยพรลุงเพราะเจ้า 28เจ้าจะเรียกค่าจ้างลุงเท่าไรลุงจะให้” 29ยาโคบตอบว่า “ลุงทราบอยู่ว่า ฉันรับใช้ลุงอย่างไร และฝูงปศุสัตว์ของลุงอยู่กับฉันอย่างไร 30เพราะว่าก่อนฉันมานั้นลุงมีแต่น้อย แต่บัดนี้ก็มีทวีขึ้นเป็นอันมาก ฉันจะก้าวไปทางไหน พระยาห์เวห์ทรงอวยพรลุง ทีนี้เมื่อไรฉันจะทำอะไรสำหรับตนเองและครอบครัวได้เล่า?” 31ลาบันจึงถามว่า “ลุงควรจะให้อะไรเจ้า?” ยาโคบตอบว่า “ลุงไม่ต้องให้อะไรฉัน แต่ถ้าลุงทำสิ่งนี้ให้ฉัน ฉันก็จะกลับไปเลี้ยงและดูแลสัตว์ของลุงต่อ 32คือวันนี้ฉันจะไปตรวจดูฝูงสัตว์ของลุงทั้งหมด ฉันจะคัดแกะที่มีจุดและแกะด่างทุกตัวออกจากฝูง และคัดแกะดำทุกตัวออกจากฝูงแกะ และแพะด่างกับแพะที่มีจุดออกจากฝูงแพะ ให้สัตว์เหล่านี้เป็นค่าจ้างของฉัน 33ความซื่อตรงของฉันจะปรากฏในภายหน้า คือเมื่อลุงมาดูค่าจ้างของฉัน ถ้าพบตัวไม่มีจุดและที่ไม่ด่างอยู่ในฝูงแกะ หรือตัวที่ไม่ดำในฝูงลูกแกะก็ให้ถือเสียว่าฉันขโมยสัตว์เหล่านี้มา” 34ลาบันจึงตอบว่า “ดีแล้ว ให้เป็นไปตามที่เจ้าพูดนั้น” 35วันนั้นลาบันก็แยกแพะตัวผู้ที่ลายด่างและมีจุด และแพะตัวเมียที่มีจุดและที่ด่างทุกตัวออกไป ส่วนทั้งหมดที่มีสีขาว และทั้งหมดที่มีสีดำในฝูงแพะแกะ เขามอบให้บุตรชายของเขาเลี้ยง 36เขาจัดระยะห่างระหว่างเขาและยาโคบเป็นระยะทางการเดินทางสามวัน และยาโคบก็เลี้ยงสัตว์ของลาบันที่เหลือนั้น
 37ยาโคบเอากิ่งไม้สดจากต้นกำยาน ต้นอัลมอนด์ และต้นปอตูบหูช้างมาปอกเปลือกออกเป็นรอยขาวๆ ให้เห็นไม้สีขาว 38เขาวางไม้ที่ปอกเปลือกไว้ในร่องตรงหน้าฝูงสัตว์ คือในรางน้ำที่ฝูงสัตว์มากินน้ำ เมื่อมันมากินน้ำ มันก็อยากติดสัด 39ฝูงสัตว์ก็ผสมพันธุ์กันที่ไม้นั้น ดังนั้นฝูงสัตว์จึงมีลูกที่มีลาย มีด่าง มีจุด 40ยาโคบก็แยกลูกแกะออกจากฝูง ให้ฝูงนั้นอยู่ตรงหน้าแกะลายและแกะดำทุกตัวในฝูงของลาบัน แต่ฝูงสัตว์ของเขานั้นอยู่ต่างหากไม่ให้ปะปนกับฝูงสัตว์ของลาบัน 41อยู่มาเมื่อสัตว์ที่แข็งแรงในฝูงจะผสมพันธุ์ ยาโคบก็จัดไม้วางไว้ที่รางน้ำให้ฝูงสัตว์เห็น เพื่อให้มันผสมพันธุ์กันกลางไม้นั้น 42แต่เมื่อมีสัตว์ที่อ่อนแอ ยาโคบก็ไม่ใส่ไม้นั้นไว้ ดังนั้นสัตว์ที่อ่อนแอจึงตกเป็นของลาบัน แต่สัตว์ที่แข็งแรงเป็นของยาโคบ 43ยาโคบก็มั่งมียิ่งขึ้น มีฝูงแพะแกะมากมาย คนใช้ชายหญิง และฝูงอูฐฝูงลา

อรรถาธิบาย

เฝ้าดูพระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ

พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เปราะบาง และทำบาป ยาโคบเป็นคนเจ้าเล่ห์ หากเราหว่านสิ่งใดก็ต้องเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ซึ่งเขาได้หว่านการหลอกลวงและเขาได้รับผลของการหลอกลวงนั้นจากลาบัน (29:25ข) จากนั้นเขาก็ได้ดำเนินวงจรของความเจ้าเล่ห์นี้ด้วย (30:37–43) นี่เป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความไม่สัตย์ซื่อ และความไม่จงรักภักดี

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์พระองค์เพื่อการเหล่านี้ นั่นคือเพื่ออิสราเอล เพื่อการประสูติของพระเยซูพระบุตรของพระองค์ และเพื่ออนาคตของประชากรของพระเจ้า

ความบาปของมนุษย์และความผิดหวังมากมายล้วนเกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของลูกหลานของยาโคบ (29:31-30:21) ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์เพื่อชนเผ่าอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า ในที่สุดคำอธิษฐานของนางราเชลก็ได้รับคำตอบพร้อมกับการเกิดของโยเซฟ (30:22)

ในขณะที่พระเจ้าครอบครองชีวิตของพวกเขา คุณก็สามารถวางใจได้ว่าในที่สุดพระองค์ก็ครอบครองคุณได้เช่นกันและ ‘เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์’ (โรม 8:28) ดังนั้นเพียงแค่วางลงและปล่อยให้พระเจ้าเป็นพระเจ้า

คำอธิษฐาน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณที่พระองค์ที่ทรงใช้แม้กระทั่งคนอ่อนแอ เปราะบางและคนบาปเช่นข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์ที่ถึงแม้ว่าพระองค์จะรักข้าพระองค์ในแบบที่เป็น แต่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์เกินกว่าที่จะปล่อยข้าพระองค์ให้เป็นอย่างที่เป็นได้

โปรดเมตตาข้าพระองค์ให้รับผิดชอบชีวิตตนเองและในขณะเดียวกันก็วางใจในพระเจ้าองค์จอมเจ้านาย

เพิ่มเติมโดยพิพพา

ปฐมกาล 29–30

ฉันสนุกกับการอ่านบทต่าง ๆ ในหนังสือปฐมกาล สนุกกว่าดูละคร Netflix ตอนล่าสุดเสียอีก ที่จะได้ลุ้นว่าพวกเขาจะทำอะไรต่อไป

น่าสนใจว่าซาราห์ , เรเบคาห์ และราเชลต่างก็มีลูกยาก (นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่) กระนั้นทารกแต่ละคนที่เกิดมาล้วนสำคัญอย่างมากในแผนการของพระเจ้าสำหรับชนชาติอิสราเอล พระเจ้ากำลังรอคอยเวลาที่เหมาะสมหรือพระองค์กำลังตระเตรียมพ่อและแม่อยู่กันแน่?

ลูก ๆ ของยาโคบส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเกิดมาจากการแก่งแย่งชิงดีและความอิจฉาของพี่น้อง ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ไม่ยอมแพ้และยังคงกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์สำหรับแต่ละชีวิต

reader

App

Download The Bible with Nicky and Pippa Gumbel app for iOS or Android devices and read along each day.

reader

อีเมล

Sign up now to receive The Bible with Nicky and Pippa Gumbel in your inbox each morning. You’ll get one email each day.

reader

เว็บไซต์

Subscribe and listen to The Bible with Nicky and Pippa Gumbel delivered to your favourite podcast app everyday.

การอ้างอิง

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

เว็บไซต์นี้จัดเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นและการวิเคราะห์ที่จำเป็นเท่านั้น ดูเพิ่มเติม